แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ opinion แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ opinion แสดงบทความทั้งหมด

มนุษย์ ผู้มีชีวิตดำรงอยู่

เคยรัก…แบบที่รักมั้ย

มันไร้คำอธิบาย ไม่มีรูปแบบ ไม่มีกฏเกณฑ์ใด ไร้ซึ่งสิ่งปรุงแต่ง เรารู้เพียงว่า ทุกครั้งที่ตื่นลืมตาขึ้นมาในทุกอรุณรุ่งของทุกวัน

ความคิดคำนึงแรกคือ ‘เธอ’ คนที่เรารู้สึกรัก และเต็มเปี่ยมในทุกอณูของอารมณ์นั้น รัก คำง่ายๆที่เราไม่มีวันเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

มันมาตอนไหน มันทำให้หัวใจฉ่ำฉื่นสักเพียงใด ที่รู้มีเพียงเราได้ดื่มด่ำกับความรู้สึกนั้น จนเราลืมไปว่า ความรู้สึกของอีกคน ข้างๆเรา ใกล้ตัวเรา รู้สึกเช่นไร เราไม่เคยเหลียวมอง หรือ แคร์ กับทุกอณูความรู้สึกนั้น จนกระทั่ง เราสูญเสียมันไป และไม่ว่าเราจะสูญเสียมันไปมันรูปแบบใด คำบรรยายต่อการรู้สึกสูญเสียนั้นก็ยังคงเหมือนๆกัน…

เสียใจ…เสียความรู้สึก…เสียความเป็นตัวเราเอง…เพราะเมื่อเรารักใคร เราเหมือนฝากทั้งชีวิตไว้กับเขา ยอมได้ทุกอย่าง รับได้ทุกความเห็นแก่ตัว แต่สุดท้าย เราก็พ่ายแพ้ต่อทุกสิ่ง เพราะอีกคน ไม่คิดแบบเรา และบอกว่าเราต่างหากที่เห็นแก่ตัว

เขาใช้คำว่า วิถีที่ต่างกัน และควรอยู่ให้ไกลกันไว้ มาเป็นข้ออ้างเพื่อการตีจาก เวลาของเขาไม่เท่าเรา เพราะเวลาของเรามีเพียงแค่เขาเท่านั้น เท่านั้นตลอดมา

มันทำให้ฉันรู้ว่า เหตุผล บางครั้งใช้ไม่ได้กับคนบางคน และความรู้สึกที่เหนือเหตุผล ก็ไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับคนบางคน

ฉันเคยรู้สึกว่าทุกอย่างมันใช่…จนความจริง ที่กระแทกเข้ามา เหมือนโดนไม้หน้าสามฟาดเข้าเต็มกบาล ความจริงที่ ทุกสิ่ง และทุกอย่างที่เขาบอกเราเป็นเพียงแค่…สิ่งจอมปลอม เป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ เป็นแค่…ทุกความรู้สึกของเขาเอง ซึ่งในนั้น ไม่มีฉันปนอยู่ ไม่เคยมีเลยสักนิดแค่เศษเสี้ยวผงธุลีดิน

ฉันได้แต่ภาวนาว่า…อย่าให้เธอเจอคนแบบที่ฉันเคยดึงเธอออกมา คนที่มันชั่วช้าขนาดทำร้ายกันจนเจ็บช้ำทั้งกายและใจ ฉันไม่เคยปรารถนา…

ฉันอยากให้เธอเจอคนที่ดี ดีกว่าฉัน ดีกว่าที่ฉันทำให้ หากจะมี เขาจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเธอ และผม ในฐานะที่ตอนนี้เป็นได้แค่ ‘เศษ’

หวังใจไว้เช่นนั้น…เป็นเช่นนั้นเสมอมา เมื่อฉันสมบูรณ์แบบให้เธอไม่ได้ ก็ไม่ผิดที่เธอจะไป ก็ปล่อยฉันไว้ ให้ล่องลอยในอากาศ เพราะคงมากไปหากฉันจะขอให้ตัวฉันเป็นความทรงจำที่ดีของเธอ

ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่า คำพูดของคนเรา มันไร้ค่าขนาดไหน ธรรมชาติสร้างหูให้เราสองข้าง สร้างปากให้เราหนึ่งปาก แต่สุดท้าย เราก็ใช้ปากที่มีอยู่เพียงหนึ่งนั้นหักหาญน้ำใจคนที่เธอเองบอกว่ารักสุดหัวใจ และไม่เคยรักใครเท่านี้

ขอบคุณที่พระเจ้ายังทรงปราณี และทำให้ฉันพิการแค่สองนิ้ว แทนที่จะสิ้นชีวิตไปโดยที่ฉันเองไร้ความผิดใดๆ เหมือนว่าฉันยังต้องอยู่ อยู่เพื่อพิสูจน์ว่า ชีวิตฉันมีค่ามากกว่านั้น และคนที่มองเห็นเท่านั้นจะได้มันไป แทนที่คนบางคนที่มองชีวิตฉันมีค่าแค่สกุลเงิน และความเหลื่อมล่ำทางฐานะ หรือการถือดี หยิ่งทะนง

หลายครั้งที่ฉันอ่านหนังสือ และเปิดขึ้นมาเจอหน้าเดิมโดยที่ฉันไม่ต้องคั่นัมนไว้ ประโยคนั้นเขียนว่า

“จงกำจัดผู้คนไร้ค่า และกิจกรรมที่ไร้ค่าออกไปจากชีวิต แล้วท่านจะพบสิ่งที่ดีกว่า”

ฉันเริ่มมองเห็นมันแล้ว ฉันเริ่มเข้าใจมันในทุกๆวันของชีวิตแล้ว ฉันเริ่มแตกฉานกับแก่นของประโยคนี้แล้ว

ขอบคุณเธอที่ทำให้รู้ว่า รัก ก็ไปได้แค่นั้น หากอีกคน รัก ไปคนละทาง มันก็เหมือนรางรถไฟที่ขนานกันไปจนสุดทาง และไม่มีวันบรรจบกันได้ และทุกระยะของทางรถไฟนั้น มีไม้หมอนรองอยู่ซึ่งก็เปรียบเหมือนอุปสรรคที่ไม่มีวันจบสิ้นจนสุดทางเช่นกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่วิ่งอยู่บนทางนั้น ก็ยังคงถึงจุดหมาย จอดทุกสถานีที่ต้องหยุดและวิ่งต่อไป และต่อไป และต่อไป จนกว่าสิ่งที่ไม่มีวันจะเกิดขึ้น บังเกิดขึ้น ‘รถไฟยางแตก’ หน้าหัวร่อ ที่มันไม่มีวันเป็นจริง เป็นเพียงสิ่งเดียวในโลกละมั้ง ที่ไม่มีวันเกิดขึ้น นอกเหนือจากจินตนาการ กับฝันแล้งๆของคนอย่างฉัน ที่สัมผัสถึงมันได้ตลอดเวลา

“เมื่อเรารู้สึกว่ารักใครมากเกินไป เราอาจยังรักไม่พอ และเจ้าหญิงในชีวิตอาจยังไม่เกิด หรือตอนที่พระองค์ทรงสร้างฉันก็อาจทำลายบล็อกฉันทิ้งไป ตั่งแต่วันแรกที่สร้างเสร็จ จนลืมหักกระดูกสร้างคนอีกคนที่คู่ฉัน อย่าง อดัม กับ เอวา”

คุณรู้มั้ยนอกเหนือจากความเชื่อแล้ว ความหมายของชื่อสองชื่อนี้หมายถึงอะไร

อดัม แปลว่า มนุษย์

เอวา(อีฟ) แปลว่า มีชีวิตอยู่

เมื่อสองคนมาบรรจบกัน เกิดความสมบูรณ์ คุณลองรวมความหมายของสองคนนี้ซิ แล้วคุณจะรู้ว่า พระเจ้าทรงประสงค์สิ่งใด

ขอพระเจ้าอวยพร อาเมน

ร้านใหม่

ก่อนอื่นสวัสดีปีใหม่ย้อนหลังนะครับทุกท่าน แล็ว...


อ่า...กลับมาอัพเดทอีกครั้ง คือเพิ่งจะว่างนั่นเอง หุหุ
วันนี้เอารูปร้านอาหารที่ข้าพเจ้าเปิดกับพี่ชาย(ลูกพี่ลูกน้องกัน) มาลง
ร้านก็ไม่ได้ใหญ่มาก พื้นที่เดิมเป็น มินิมาร์ทเก่า ก็มีการต่อเติม
เดินสายไฟใหม่ทำพื้นใหม่ทำส่วนที่ไม่เคยเป็นห้องครัวให้กลายเป็นห้องครัวใหม่
และห้องเก็บของ2ห้องของมินิมาร์ทเก่า ก็เปลี่ยนมันเป็นห้องเก็บเสบียงกับห้องนอนซะ
ทำไปทำมาแต่งไปแต่งมาก็นะคงรู้...บานครับบาน งบบาน แต่ไม่กลัวอยู่แล้ว
ร้านนี้เปิดได้ประมาณเดือนนึงแระ...และคงเปิดไปอีกนาน(จะบอกทำไม) ก็ไม่ใหญ่มากมาย
พอดีๆ พอดูแลไหวครับ อิอิ


ว่าแล้วก็ชมภาพกันดีกว่า...โน้ะ



อ่า...นี่ส่วนของเครื่องดื่ม ตอนนี้ยังมีเมนูน้อยไปหน่อย
มีโอเลี้ยง ชาดำเย็น ชาเย็น น้ำอัดลมทั่วไป ส่วนน้ำเปล่า กับน้ำชา
ฟรีครับ




เมนูอาหารประมาณนี้ ข้าวมันไก่ตอน ข้าวมันไก่แซบ
ข้าวมันไก่ทอด ข้าวหน้าเป็ด ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ไก่มะระ ข้าวไข่เจียว-ปูอัด หมูสับ
ทูน่า ผักรวม ยำมาม่า ยำวุ้นเสน
เกาเหลากะเพาะหมู-เลือดหมู ข้าวเหนียวหมูทอด
และเร็วๆนี้จะเปิดขายอาหารตามสั่งครับ




เคาเตอร์ที่ขายข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด
ก๋วยเตี๋ยวเป็ด-ไก่ครับ




อีกมุมๆ




นี่เป็นรูปหน้าร้านครับ อยู่หัวมุมทางเข้าตลาดพอดีเลย
เห็นง่ายๆ




นี่ด้านข้างร้านครับ
กะว่าอนาคตอาจมีการเอาโต๊ะ-เก้าอี้ลงไปตั้งด้านนอก คงได้บรรยากาศอีกแบบ




พี่ชายกำลังง่วนกับการสับไก่ สับเป็ดครับ




ส่วนนี่ ผัดหมี่ มีหมี่เหลืองเจ หมี่ซั่ว(หมีเตียว) และบะหมี่ผัด
อันนี้ขายรอบเช้า 6โมงเช้าถึงประมาณสายๆก็หมดแระครับ (ขายดีๆ)
เป็นแบบเจด้วย




ดูกันชัดๆ




ชัดเข้าไปอีก




อีก




ก็อย่างที่บอกครับ ร้านเปิดแต่เช้า 6.00 น.-21.00 น.
กินกันทั้งวันกับหลากหลายเมนูอาหาร ใครพักอาศัยอยู่ย่านนี้ก็เชิญนะครับ
ร้านอยู่แถวสำเหร่ (เลยวงเวียนใหญ่ไปนิด) ช่วงถนนตากสิน 19 ซอยสุทธาราม12
หากนั่งวินมอไซต์เข้ามา บอกว่าไปลงที่ตลาดนัดวัดสุทธา
รับรองถึงแน่นอนครับ



ขอเชิญทุกท่านนะครับยินดีต้อนรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย
ครับผม



สุขสันต์ปีใหม่ครับ ปีเสือเผ่น 555 ขอสันติสุขเกิดขึ้นแก่ท่าน
ขอพระเจ้าอวยพรฯ

1 ปี 4 เดือน

ฉันเคยแพ้ ความหนาว แต่ตอนนั้น ฉันมีเธออยู่ใกล้ เคียงข้างและกอดกายส่งใจให้ฉันได้รับไออุ่น


วันนี้...ฉันได้รู้ว่า ความหนาวไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกแย่ แต่ความเหงาต่างหากที่ทำให้ฉันพ่ายแพ้ต่อทุกสิ่ง เพราะไม่มีเธออยู่ใกล้ๆอีกต่อไป
ฉันเคยบอกว่าคนเราไม่รู้จักวิธีการอยู่เพียงลำพัง
แต่นี่มันไม่เหมือนกันในจุดที่ฉันยังคงค้างคาใจกับความรักของเรา ว่ายังมีอยู่หรือไม่ ซึ่งถ้าถามฉัน ฉันยังมี และมีมาก มากจนลืมไม่ได้ เกลียดก็ไม่ลง


เวลาที่ฉันรักใคร ฉันพยายามอย่างที่สุดที่จะเป็นคนรักที่ดี เพราะบางเรื่องฉันก็ไม่ดี แต่หากเรื่องความหลายใจคงไม่ เพราะฉันเคยโดนมาก่อนและรู้ว่ามันเสียใจแค่ไหน... เสียใจมากขนาดไหน


แต่รู้สึกว่ากับคนเหล่านั้นที่ฉันทุ่มเทให้ จะไม่ได้รู้สึดเช่นนี้ พวกเธอมองไปที่มูลค่าของความรัก มากกว่า คุณค่าของความรักที่ฉันมีให้เสมอ
รู้สึกเหมือนเวลาคนเหล่านั้นไม่ต้องการฉันแล้ว ก็สามารถเขี่ยฉันทิ้งได้อย่างง่ายดาย และเย็นชาแบบสุดกึ๋นแช่แข็ง


ทุกอย่างที่ฉันทำไปตลอดเวลาที่เรารักกัน ไม่มีความหมายใดๆ ไม่เคยสถิตอยู่ในความทรงจำของคนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย แล้วฉันก็กลายเป็นคนไม่มีอนาคตมั่งหล่ะ ไม่มีใจมั่งหล่ะ เห็นแก่ตัวมั่งหล่ะ ไม่เข้าใจมั่งหล่ะ...ฟังแล้วทุเรศโสตประสาทฉิบเป๋ง (บอกกันตรงๆว่าเบื่อกูแล้วยังจะดีกว่า)


ฉันกลายเป็นไอ้ตัวเหม็นเบื่อทันทีที่เอ่ยปากถามว่า...ฉันผิดตรงไหน ซึ้ง โคตรๆ เลย ขอบอก


วันนี้ ความรักลวงโลกของเธอ ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตฉัน เพราะสุดท้ายฉันก็เป็นไอ้อียอ...ลาโง่...ที่โง่บรม...ที่ดันเชื่อคำลวงเหล่านั้น...สมน้ำหน้าตัวเองฉิบ


อยากจะบอกว่า ณ เวลานี้ คำว่า 'รัก' ที่ลวงหลอกของคุณ มันไม่มีคุณค่าอะไรเลย เพราะมันทำให้ผมรู้ว่า...ลิ้นนั้นร้ายกาจแค่ไหนหากคำที่พูดไม่ได้ออกจากใจ สักแต่พูดไปวันๆ


40 เข็มที่ฝ่ามือ กับความพิการของร่างกายที่เธอหยิบยื่นให้ ก็ยังไม่เจ็บปวดเท่า... 1 แผลในใจ กับความพิการของความรู้สึกที่เธอเป็นคนแทงมันเข้าไปเลยสักนิด


เพราะฉันไม่ได้เปลี่ยนใจง่ายๆ
เหมือนเธอ
ฉันจึงยังคงแบกความทุกข์จากรักนี้อยู่
เพราะฉันไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจของใคร
เหมือนเธอ
ฉันจึงยังคงยอมโง่ แบกรับความรู้สึกเลวร้ายนี้อยู่
เพราะฉันถือเรื่องความรักเป็นเรื่องสำคัญ
ต่างจากเธอ
ฉันจึงยังคงรักเธออยู่


เพราะฉันยอมโง่
สะใจไหมที่รัก...
ที่รักที่ฉันไม่มีสิทธิ์รักอีกต่อไป


แล้วสักวัน ฉันจะกลายเป็นคนเย็นชาเหมือนเธอ
เธอคนที่สอนฉันให้เรียนรู้กับความรู้สึกนี้
และเปลี่ยนฉันเป็นคนไร้หัวใจ...เหมือนเธอ


ทั้งใจเต็มไปด้วยความปวดร้าว และเสียความรู้สึกจากน้ำมือของเธอเพียงผู้เดียว ไม่รู้ทำไมยังจะคิดถึงคนที่ทำร้ายเราได้ขนาดนี้ ทำร้ายทั้งตัว และหัวใจเรา ทำร้ายทุกความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันมาตลอด 1 ปี 2 เดือน กับอีก 5 วัน


สิ่งที่เคยฝันไว้ร่วมกัน กลายเป็นฉันฝันอยู่เพียงผู้เดียว มันมลายหายไปในพริบตา...กลายเป็นฝันเปียกของฉันอยู่เพียงดายเดียว 555
อยากเกลียดเธอจัง...แต่ทำไม่ได้


แล้วสักวัน คำพูดที่ว่า 'ผมบอกคุณแล้ว' จะไม่ใช่แค่คำพูดจากปากคนเห็นแก่ตัวของคุณคนนี้อีกต่อไป...แล้วมือที่เต็มไปด้วยแผลเป็นจนแทบพิการผมจะเป็นพยานถึงคนอย่างผม...คนที่คุณหาว่าเห็นแก่ตัว ว่าจริงๆแล้วคำๆนี้ ใครกันที่ควรรับมันไป...สักวัน...ไม่นานหรอก


หากความรักทำให้ฉันเป็นคนเห็นตัวฉันยอมหากความเห็นแก่ตัวนั้น เป็นเพราะฉันรักเธอฉันยอมหากฉันรักเธอแล้วทำให้กลายเป็นคนโง่ฉันยอมหากความโง่ของฉันทำให้ฉันได้อยู่ใกล้เธอฉันยอมหากคำลวงของเธอ ทำให้ฉันคิดไปเองว่าเธอรักฉันยอมหากการได้อยู่ใกล้เธอ ทำให้ฉันเป็นทุกข์ฉันยอมหากการเป็นทุกข์นั้น ทำให้ฉันยังได้เป็นห่วงดูแลเธอฉันยอมแต่หากทุกอย่างเป็นเพียงเพราะเธอสนองอารมณ์ความรู้สึกของเธอเพียงผู้เดียวมันก็ไม่มีคุณค่าใด...ที่ฉันจะเสนอหน้าไปรักคุณ


ใครต่อใครอาจบอกว่า "วางมันลงเถอะ" แต่เวลาที่คุณรู้สึกหลงรักอะไรสักอย่าง...แม้มันเป็นเพียงก้อนดินหรือเม็ดทราย ใหญโตเท่าภูเขาหรือละเอียดเป็นฝุ่นผงธุลีดินคุณก็ยังจะคงแสวงหาและเก็บมันไว้...อยู่ดี


ปล.ช่วงนี้จำเป็นจะต้องหายสาบสูญ เพราะข้าพเจ้าเพิ่งเปิดร้านอาหารใหม่ ใหญ่พอประมาณ ขายทุกวันตั่งแต่ตี 5 ยัน 3 ทุ่ม เป็นไปได้ว่าหลังจากที่บ่นอย่างหยืดยาวในหน้านี้ อาจหายไปอีกนาน...ขอบคุณน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่านที่คอยให้กำลังใจ มันยังมีค่ามากกว่าคำหวานของคนที่อยู่กับเรา กแล้ววันนึงเขาก็ไป...ขอพระเจ้าอวยพร


ปล. 2...หากข้าพเจ้าไม่ได้เข้ามาอัพเดทเรื่องราวใดๆจนเลยปีใหม่ ข้าพเจ้าขอฝากไว้ที่นี่ว่า ขอพระเจ้าทรงอวยพรแด่ทุกคนที่มีใจประเสริฐในมิตรภาพที่มีต่อข้าพเจ้า ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่ทุกท่านสมหวังดั่งตั้งใจในทุกเรื่อง อะไรเลวร้ายก็ขอให้มันผ่านไปและไม่หวนกลับมาทำร้ายท่านอีก มั่งมีปัญญา กับการดำรงชีวิตอยู่ และต่อสู้เพื่อคนที่รักท่าน และท่านรัก ขอพระเจ้าอวยพร ในนามแห่งพระมหาเยซูคริสตเจ้า

เอเมน


Merry christmas & Happy New year

จบ.

จริงๆถ้าวันนี้เธอยังอยู่กับฉันและเรายังรักกันก็ 1 ปี 4 เดือน พอดี

ตวามรัก ความห่วงใยของคนเราด้อยค่าไปทันที เมื่อ เงินเข้ามาเกี่ยว คงเป็นอย่างเนื้อเพลงที่ว่า รักกันชอบกันต้องกินข้าว แต่งกันตัวเปล่าจะเอาอะไรทำกิน หรือเอาง่ายๆ ความรักมันกินไม่ได้นั่นเอง


น่าแปลกที่ใครๆก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับมารรูปแบบนี้ รูปแบบที่มากับเงินตรา ลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ เพราะเงิน ภรรยาฆ่าสามี เพราะเงิน เพื่อนฆ่าเพื่อน เพราะเงิน คนฆ่ากัน เพราะเงิน เจ้ามารตัวนี้มันร้ายกาจจริงๆ


ผมเคยอ่านเจอประโยคที่ว่า 'สิ่งมีค่าที่สุดในโลก คือ ความรัก และสิ่งที่สามารถซื้อหาความรักได้ คือ การรักยิ่งกว่า' แต่ปัจจุบันนี้รู้สึกจะไม่ใช่แล้ว คนเราถูกตัดหางปล่อยวัดได้ง่ายๆเพียงเพราะเรื่องเงิน


ฉันจะไม่ขอญาติดีกับมารตัวนี้เด็ดขาด ฉันจะไม่เอามันเป็นที่หนึ่งในชีวิตเด็ดขาด และฉันเกลียดมารตัวนี้มาก มันทำให้ชีวิตฉันพินาศจากทุกสิ่ง พินาศจากอิสระภายใน พินาศจากคนที่ฉันรัก พินาศจากมิตรภาพต่างๆ เสียใจที่ฉันพยายามอดกลั้นต่อมันและคิดว่าคนรอบกายฉันก็จะทำเช่นกัน แต่ไม่ สุดท้ายทุกคนก็แพ้มันจนได้


ขอพระเจ้าจงโปรดประทานปัญญาให้แก่ข้าพระองค์มากกว่าความมั่งคั่ง ขอให้ข้าพระองค์เป็นคนถ่อมท่ามกลางคนจน ดีกว่าเป็นผู้เย่อหยิ่งท่ามกลางคนรวย ขอให้ข้าพระองค์ไม่เห็นแก่ตัวดั่งที่ข้าพระองค์ถูกต่อว่า และขอให้ข้าพระองค์ยังคงทำดีต่อไปแม้นว่าจะไม่มีใครเห็นค่าแม้แต่คนที่ใกล้ชิดกับข้าพเจ้าที่สุดและข้าพเจ้าคิดว่าเขาจะเข้าใจ ขออย่าให้ข้าพระองค์ต้องตกเป็นทาสของมารตนนี้ อย่าให้ข้าพระองค์เป็นทาสของ เงินตรา หากข้าพระองค์จะมีมันได้ ขอให้ข้าพระองค์เป็นนายเหนือมันด้วยเทอญฯ ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอน และขอบพระคุณพระองค์ ในนามแห่งพระมหาเยซูคริสต์เจ้า เอเมน

สิ่งเหลือเชื่อของความรัก

สิ่งเหลือเชื่อของความรัก คือ ไม่น่าเชื่อว่าความรักนั้นแฝงตัวอยู่ทุกที่ ทุกอณูของห่วงเวลา มันทำให้ฉันรู้ว่า แม้บางทีเหมือนไม่มีใครรอบกายที่จะเข้าใจและรักฉันเลย แต่จริงๆนั้นไม่ใช่


เพราะทุกคำพูดที่เราได้ยินได้ฟังจากใครคนหนึ่ง
เพราะทุกตัวอักษรที่เราเคยได้อ่านจากหนังสือ
เพราะทุกเวลาที่แสงแดดสาดส่องทอแสงลงมาอาบตัว
เพราะทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านห้อมล้อมร่างกาย
เพราะทุกสัมผัสกับความรู้สึกที่เกิดในชีวิตที่ผ่านมา


หนึ่งในสิ่งที่เจือปนอยู่ในนั้นคือ ...ความรัก...


และเมื่อพระเจ้าของฉัน ยังรักและให้โอกาสกับทุกคนที่ทำผิดต่อพระองค์ได้ ใยเลยตัวฉันจะรักและให้อภัยต่อคนที่ทำผิดกับฉันไม่ได้


โอ้...ความรัก...ใครเลยบอกว่ามันไม่มีอยู่จริง...มันแทรกตัวอยู่ทุกหนแห่งรอบกายเรา เพียงเราไม่เคยคิดจะสัมผัสรับรู้ถึงมันเท่านั้นเอง

 


+::+ THE END +::+

สมัยลืมง่าย

สังคมเราสมัยนี้แปลกดีเหมือนกันนะ สงสัยเยอะอยากรู้อยากเห็นเยอะ แต่ลืมง่าย ข่าวบางข่าวพอติดกระแสก็กระพรือกันอย่างกับพายุนากีส สร้างความสั่นสะเทือนต่อเรื่องที่กำลังอยู่ในกระแสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเสียหายแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นข่าวอย่างมากมาย จนเหมือนซ้ำเติมพอแล้ว อิ่มตัวแล้ว...ก็ลืม พอแล้วเบื่อแล้วไม่อยากพูดถึงแล้ว...เป็นอย่างนี้เหรอสมัยนี้

ถกกันสักหน่อย สรุปงูๆปลาๆ แล้วก็ซาหายไปเฉยๆ...จะอ้างว่าไม่อยากให้มีใครพูดถึงหรือตอกย้ำความเสียหายความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น มันใช่เหรอ ก็ตอนที่เกิดปัญหาเกิดความเสียหายตื่นมาแต่เช้าโทรทัศน์อ่านข่าวกันครึกโครมทุกช่อง พาดหัวตัวเท่าบ้านในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ย้ำๆซ้ำๆอยู่เป็นหลายวัน แล้วอยู่ๆข่าวพวกนั้นก็หายไป อาจไม่ถึงกับสาบสูญแต่ระดับการให้ความสำคัญลดลงอย่างรวดเร็วจนหมดไป จนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม จึงหยิบจับมาพูดกันใหม่ เกิดเป็นวงจรหายนะซ้ำๆที่ไม่หมดสิ้นไป ตั้งกลุ่มนั้น หน่วยงานนี้ ผมไม่เคยเห็นมีใครมาแถลงผลการทำงานอย่างจริงจังสักคน สักกลุ่ม สักหน่วย ทำไม

เมื่อไหร่สังคมสมัยนี้จะตระหนัก และจดจำความผิดพลาดและแก้ไขอย่างจริงจังสักที จะมัวลอยชายเป็นใบไม้ปลิวตามลมไปถึงเมื่อไหร่ ลมหอบมาก็ลอยสูงปลิวว่อน พอลมหมดก็ร่วงลงหยุดนิ่งเน่าเปื่อยสลายไป จะเป็นกันแบบนี้นะหรือ คนในสังคมสมัยนี้ทำได้เท่านี้เองหรือ

มันน่าน้อยใจแทนผู้ที่สูญเสีย ธรรมชาติที่สูญเสีย สิ่งที่สูญเสียไป เพราะอีกไม่นาน คนเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้น ธรรมชาติเหล่านั้นก็จะถูกลืม...แล้วเราจะมีความทรงจำและการเรียนรู้ไปทำไม เพื่อตัวเองเท่านั้นเหรอ

ที่ผมบันทึกถึงเรื่องนี้ก็บังเอิญว่าไปนั่งไล่ดูข่าวเก่าๆ หรือรายการทอล์คโชว์เก่าๆที่ถ่ายทอดไปแล้ว แล้วกลับมานั่งนึกว่า เอ...แล้วตอนนี้ไอ้ข่าวพวกนี้มันหายไปไหน กระแสแบบนั้นมันหายไปไหน อยู่ๆมันหายไปได้ยังไง ไม่มีใครกล่าวถึงอีกในช่วงเวลาไม่นาน...ทำไมเป็นแบบนั้น

แล้วก็มาตระหนักว่า...อ๋อ...คนในสังคมสมัยนี้มันลืมง่ายนี่เอง คนในสังคมสมัยนี้มัวแต่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าตัวเองมีชีวิตก็ปั่นเงิน ปั่นอำนาจ จนถึงปั่นป่วนคนอื่นไปวันๆ แบบนี้เอง ทุกอย่างเป็นแค่ละครฉากหนึ่งของสังคมที่มันควรจะมี ควรจะออกมาพูดๆๆ แล้วก็ลืมมันซะ เพราะละครฉากต่อไปกำลังมา...บริโภคข่าวสารข้อมูลเพื่อให้มีเรื่องคุยในวงเหล้า ในสภากาแฟ ในการใช่เพื่อตีสนิทกับใครสักคนเพื่อผลประโยชน์อย่างอื่นเรื่องอื่น เมื่อหมดวาระก็หมดการสานต่อข้อมูลเหล่านั้น ไม่เคยแตกฉานกับอะไรจริงจังเลยสักอย่าง แค่ให้มีอะไรให้ดูเหมือน กูก็รู้นะ กูก็คุยได้นะ กูก็พูดได้นะ มันเลยกลายเป็นสังคมที่มีแต่คนจะพูด จะเสนอ แต่ไม่ฟัง หรือฟังแต่ไม่ได้ยินอยู่อย่างนั้น

แล้วความเสื่อมก็บังเกิด...จบ

พอแระ...เหนื่อยไม่รู้จะบันทึกไปทำไม...สุดท้ายก็เป็นได้แค่จุดสีเล็กๆจุดหนึ่งบนผืนผ้าใบอันใหญ่โตมโหฬาร ที่ไม่รู้ใครสักกี่คนจะสังเกตเห็น

คำตอบ...ใกล้กว่าที่คิด

วันนี้มาแนวแปลก และบันทึกยาวอีกแล้วครับท่าน เหมาะแก่การอ่านในเวลาที่พร้อมจะอ่าน


เคยเป็นไหม...เวลาที่ทำอะไรแล้วมันไม่เข้าท่า แต่เราไม่เคยรู้ตัวว่ามันไม่เข้าท่า จนเกิดเรื่องเกิดปัญหา เลยเพิ่งจะมาสำนึกสำเหนียกถึงสิ่งที่ได้ทำไป แล้วก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร...ผมเป็นบ่อยมาก


และเมื่อเรารู้สึกกดดันกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากๆจนเกินพอดี ความเครียดอย่างรุนแรงก็จะบังเกิดตามมา แล้วทุกอย่างก็เหมือนกับว่ามันจะไม่มีทางไป ไม่มีทางออก เหมือนสัตว์ป่าที่เคยมีชีวิตอิสระเสรีแล้ววันหนึ่งต้องมาอยู่ในกรงขังหรือโดนกักบริเวณไว้ยังไงยังงั้น มันช่างเกินจะรับได้


แล้วพอตกอยู่ในสภาพนั้น เราจะทำยังไง เราจะทำอะไรได้ นอกจากหมกหมุ่นคิดวนเวียน เวียนวนอยู่อย่างนั้น เหมือนหันหน้าเข้าหากำแพงไม่มองไปทางอื่น แต่แล้วพอเราเริ่มมองออกไปจากตัวเองจากปัญหา ไม่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทันที ณ ตอนนั้น เราก็พบคำตอบแบบไม่คาดฝัน


ฟังแล้วเหมือนงมงายแต่เท่าที่ผมประสบพบเจอมาเวลามีปัญหาที่ยากจะได้คำตอบนั้น คือ ผมมักจะมองไปรอบๆตัว บางครั้งไม่ได้อยากดูโทรทัศน์ก็เปิด บางทีไม่ได้อยากฟังวิทยุก็ฟัง หรือไม่ได้อยู่ในอารมณ์ของการจะหยิบจับหนังสือสักเล่มมาเปิดอ่าน ก็อ่าน แล้วทุกครั้งก็ได้คำตอบ ซึ่งอาจจะไม่ได้ตรงตัวกับปัญหาที่เกิดขึ้นเป๊ะๆ แต่พอกลับมานั่งคิดถึงสิ่งที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน มันก็บรรเจิดขึ้นมาโดยฉับพลันว่านี่แหละวิธีแก้ปัญหา จงทำซิ...แล้วจะรู้!


หลายวันมานี้ผมตั้งใจไว้ว่าต้องเลิกกินเหล้าโดยเด็ดขาด จากที่เคยกินบ่อยๆแม้จะไม่ถึงขั้นทุกวันแต่ทุกครั้งที่เมาก็คือ ทุกครั้งที่ชีวิตขาดหายไปเลย กลับบ้านยังไงไม่รู้ พูดอะไรกับใครไม่รู้ แสดงออกกับคนอื่นอย่างไรไม่รู้ บางทีจำชื่อคนที่เราคุยด้วยยังไม่ได้ด้วยซ้ำ...มันดีตรงไหน ผมก็ไม่เข้าใจ เหมือนจะไม่ต้องผูกผันกับอะไรหรือสิ่งใด แต่ทันทีที่เราแสดงออกซึ่งพฤติกรรมแปลกๆที่เกิดจากความเมาเหล่านั้นไปแล้ว ก็เชื่อได้เลยว่า กรรมได้ผูกผันตัวเราเองกับผู้อื่นและสิ่งอื่นไปแล้ว


ใจผมนั้นตั้งใจจริงที่ต้องเลิก แต่สิ่งที่ผมยังรู้สึกไม่วางใจก็เป็นใจตัวเองอีกนั่นแหละ แล้วผมก็เจอสิ่งที่เหมือนมายืนยันว่าสิ่งที่ตั้งใจนั้น ถูกต้องแล้ว จู่ๆผมก็เดินไปเปิดโทรทัศน์ เปิดขึ้นมาก็อยู่ที่ช่อง 5 เป็นรายการเจาะใจ แขกรับเชิญคือ คุณจิ๊บ ผู้เขียนหนังสือชื่อ หักหลังผู้ชาย และอีกหลายเรื่องหลายเล่ม สิ่งที่รายการได้ดำเนินไปนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวคุณจิ๊บซึ่งค่อนข้างอยู่เหนือความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน และแม้ว่าศาสนาของผมไม่ได้บอกให้เชื่อเรื่องที่นอกเหนือจากพระเจ้า...แต่สิ่งที่ได้รับนั้น ผมกลับตีความว่า มันเป็นคำตอบของสิ่งที่ผมได้ตั้งใจทำ ว่าควรทำ และจงทำ เพราะความดีของคนๆหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน คำตอบนั้นเด่นชัดจนแทบไม่ต้องไขว่คว้าหาจากที่ไหนอีก สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยคที่ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ในศาสนาของผม คือ


"พระองค์มาทันเวลาเสมอ"

"พระองค์ให้โอกาสสำหรับผู้ที่กลับใจเสมอ"



สิ่งที่ผมบันทึกมานี้ ผมไม่ได้บอกให้คุณ เชื่อเหมือนที่ผมเชื่อ หรือเปลี่ยนศาสนามาเชื่อในแบบเดียวกันกับผม เพราะเมื่อกรรมที่เป็นบาปได้เริ่มต้นขึ้นแล้วไม่มีใครหนีพ้น...ต่อให้คุณเปลี่ยนไปอีกกี่สิบศาสนา คุณก็หนีสิ่งที่คุณก่อไว้ไม่ได้...


เพียงแต่หนทางต่อไปของตัวคุณเองนั้น คุณเลือกที่จะสานกรรมนั้นต่อ หรือตัดวงจรกรรมนั้นไป อะไรที่เคยทำก็ยังจำเป็นต้องรับผล แต่ชีวิตต่อจากนั้นเล่า หลังจากผลของกรรมตามทันแล้วเล่า ท่านจะทำอย่างไร จะหนีกรรมต่อไปด้วยการเพิ่มกรรมเลวอื่นๆ หรือจะหยุดกรรมเลวด้วยการกลับใจและเริ่มต้นสร้างกรรมดี...ในศาสนาของผมมีประโยคหนึ่งที่ได้อ่านจากหนังสืออื่นๆแต่ยังคงเกี่ยวกับศาสนาของผมที่ผ่านตานอกจากพระคัมภีร์แล้วนั้นคือ


"พระองค์ไม่ประสงค์ที่จะให้ใครสักคนหนึ่งภายใต้ฟ้าสวรรค์นี้พินาศ
แต่ประสงค์ให้คนเหล่านั้น ได้กลับใจ"



ใช่...ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เป็นเรื่องควรแล้วไม่ใช่หรือที่จะกลับใจเมื่อยังมีเวลา กลับใจเมื่อยังมีโอกาส เริ่มจากเรื่องเล็กๆเรื่อยไปจนถึงเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ควรทำ มันไม่น่าจะยากนะ...เพราะผมว่าทุกครั้งที่เราเกิดปัญหาที่บางครั้งยากเกินความเข้าใจ เพียงแค่เราลองมองออกไปรอบๆตัวแทนที่จะจมอยู่กับตัวเอง เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของปัญหานั้นๆ คุณอาจพบคำตอบ จากข้อความบางอย่างที่เราเห็น หรือจากคำพูดของใครสักคนที่อาจบอกเราโดยที่เราไม่ได้รู้จักเขาเลย...เพราะไม่แน่สิ่งเหล่านั้นอาจถูกส่งมาจาก สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากที่กายเนื้อของเราจะเข้าใจก็เป็นได้ และนั่นอาจเป็นหนทางที่จะทำให้เราไม่ต้องทนทุกข์กับลมหายใจที่เหลือไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต หรือการเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด


ไม่ว่าจะมีชีวิตนิรันดร์ที่ไม่ใช่โลกนี้ หรือเข้าสู่นิพพาน หรือจะเรียกอะไรก็ตามแต่...ผมว่ามันก็คือการหลุดพ้นจากบ่วงกรรมทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราไปถูกทางในแบบที่ควรจะเป็นหรือไม่ ถูกทางตามแบบของศาสนาและความเชื่อของท่านหรือไม่ เพียงเท่านั้น


ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาและสนใจที่จะอ่านสิ่งที่ผมบันทึก ขอให้ทุกคนค้นพบคำตอบ ที่อาจอยู่ใกล้ตัวเราเวลามีปัญหา มากกว่าที่เราคิด มากกว่าการเผชิญปัญหานั้นเพียงลำพัง ขอบคุณครับ



โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ

บาป

ข้าพเจ้าขอบอกไว้ก่อนเลยในบรรทัดแรกนี้ว่า วันนี้ข้าพเจ้าบันทึกหน้านี้ยาวมาก หากไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะต้องอ่านแล้วเหมือนฟังเทศก็อ่านและขอให้ท่านได้ดียิ่งๆขึ้นไปในทุกๆด้านของชีวิตครับ


บาป 4 ชนิดที่ต้องเอาชนะ

1.บาปเพราะความเกลียดชัง
ความเกลียดชังนั้นเป็นบาปที่ร้ายแรง เพราะมันมักนำมาซึ่งความชั่วร้ายอื่นๆเสมอ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้สึกเป็นทุกข์ อย่างมากก็ต้องแตกหัก หรือตายกันไปข้าง แล้วคุณเคยเกลียดใครหรือสิ่งใดไหม เวลาคุณอยู่ใกล้ๆคนเหล่านั้นหรือสิ่งเหล่านั้นคุณรู้สึกอย่างไร หมั่นไส้ ขยะแขยง อยากเดินออกห่าง หรือถึงขั้นทำลาย ทำร้าย ประหัดประหารกันรึเปล่า


ความเกลียดชัง เป็นรูปแบบของความบาปที่เรามักเห็นในหนัง Hollywood ที่มีซาตานมาเกี่ยวข้องเสมอๆ เพราะความเกลียดชังทำให้ มารเป็นมารอยู่จนปัจจุบันกาล เมื่อเกลียดชังก็ตามมาด้วยความรู้สึกอิจฉาเมื่อคนที่เราเกลียดได้ดีกว่าตัวเรา พออิจฉาก็ตามมาด้วยริษยาคืออยากให้ตัวเราเป็นอย่างเขาด้วยวิธีการที่ไม่ถูก เพราะมัวแต่จะแก่งแย่งแข็งขันทั้งๆที่บางครั้งคนที่เราเกลียดเขานั้นอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำมามีคนริษยาอยู่ เมื่อถึงจุดนี้ก็จะนำพาเราไปยังบาปชนิดที่ 2 บาปที่เราทุกคนล้วนมีด้วยกันทั้งสิ้น


2.บาปเพราะความกลัว

ความกลัว มักทำให้เราขาดการยับยั้งชั่งใจ ความกลัวทำให้คนเราเกิดความหวาดระแวง เมื่อระแวงก็เกิดความกังวล เมื่อกังวลก็เครียดและกดดัน และเมื่อถึงจุดที่เก็บกักสิ่งเหล่านี้ไว้ไม่อยู่ทุกอย่างก็ไม่ต่างอะไรกับ เขื่อนที่พังทลาย ภูเขาไฟที่ระเบิด แผ่นดินไหวที่รุนแรง หรือแม้กระทั่งซึนามิที่ถาโถมเขาใส่ผู้อื่นอย่างขาดสติ


ความกลัว เป็นสิ่งที่เราเห็นได้ดาษดื่น อย่างน้อยก็ในตัวเรา การแสดงออกซึ่งความก้าวร้าวรุนแรง การใช้กำลังเขาทำร้ายกันและกัน หรือทำลายสิ่งของรอบข้าง หรือแม้กระทั่งการทำร้ายจิตใจกันจะด้วยการกระทำหรือคำพูดนั้น ล้วนมาจากความอ่อนแอภายในทั้งสิ้น และจริงๆแล้วคนพวกนี้น่าสงสารมากเพราะต้องพยายามสร้างกำแพงล้อมกรอบตัวเอง ขังเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเขามาถึงตัวถึงความอ่อนแอที่คนพวกนี้มี และความอ่อนแอนั้นก็เกิดจากความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจซึ่งเป็นบาปในชนิดที่ 3


3.บาปที่เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ

ความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นส่งผลกระทบกับตัวเองทางด้านจิตใจโดยตรง เพราะคนที่รู้สึกแบบนี้ตลอดเวลานั้นมักคิดและมองทุกอย่างในแง่ลบ มองว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง แล้วบางคนก็เข้าสู่วังวนของสิ่งเสพติด


เมื่อกดตัวเองจนสุดหนทางแล้วก็ไม่พ้นที่จะทำร้ายตัวเอง หรือหนักกว่านั้นก็ทำร้ายทั้งตัวเองและคนอื่นไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม มัวแต่คิดว่าตัวเองเป็นไอ้ขี้แพ้ตลอดเวลาไม่นานก็นำไปสู่บาปชนิดที่4 บาปที่ทุกคนต้องเคยทำไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม


4.บาปเพราะการทำผิด

คนเราทุกคนนั้นทำผิดกันได้ แต่หลังจากที่ทำผิดแล้วจำเป็นต้องรู้สำนึกถึงสิ่งที่ตนได้ทำและไม่ทำให้ความผิดนั้นเกิดขึ้นอีก แต่คนเราในปัจจุบันนี้หลายๆคนไม่ได้มีความสำนึกถึงความผิดที่ตนได้ทำอยู่เลย เพราะบางครั้งก็คิดอยู่แต่ว่าไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ทำผิดซ้ำๆซากๆอยู่ร่ำไปจนกลายเป็นนิสัย และฝั่งลึกลงไปในสันดานดั่งรากวัชพืชที่แทรกผ่านไปได้ทุกสถานที่ แผ่ขยายชอนไชจนไม่มีที่สิ้นสุด


เมื่อเป็นดังนั้นวงจรแห่งบาปทั้ง4นี้ก็จะวิ่งวนเป็นวัฏจักร และทำลายคนที่ไม่เคยสำรวจความบาปทั้ง4นี้ในตัวเอง กัดกร่อนความดีงามของตัวเอง พาลไปถึงผู้อื่น สิ่งอื่น สิ่งมีชีวิตอื่น และโลกใบนี้


จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนทำบาปมากกว่าทำดี...ข้าพเจ้าก็ไม่อาจบอกได้หรอกแต่ข้าพเจ้าว่าเมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่สมควรเรียกเผ่าพันธุ์ของตัวเองว่าเป็นคนหรือมนุษย์อีกต่อไป และไม่มีสิทธิ์ไปเรียกสิ่งมีชีวิตอื่นๆว่าเดรัจฉานอีกด้วย เพราะคงไม่ต่างกัน


การให้อภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ให้อภัยผู้อื่น ให้อภัยตัวเอง ให้โอกาสผู้อื่นและตัวเองได้กลับใจ ได้สำนึกถึงความบาปเหล่านี้ของตนเอง เพื่อวันหนึ่งเราจะได้ไม่ต้องตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า เรากลายเป็นอะไรที่เราไม่ได้อยากเป็นและนั่งรอเพียงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต



"ความบาปที่น่ากลัวที่สุดไม่ได้กระโจนเข้าใส่เราแบบฉับพลัน
แต่มันจะค่อยๆคืบคลานเข้ามายามเราเผลอตัวและใจ"


จบ



ปล. ข้าพเจ้าไม่ได้เคร่งศาสนาหรือเป็นเจ้าลัทธิอะไรนะ แค่อยากเขียนถึง ว่า บาป 4 ชนิด ก็รวมเอาบาปย่อยอื่นๆเข้าไปด้วยตั้งเท่าไหร่แล้ว จะสนหรือไม่ ท่านเลือกได้ ท่านเลือกเอง และบางทีท่านอาจเลือกแล้ว ขอบคุณครับที่อ่านจนถึงตรงนี้

ก็ยังเป็นตัวเอง

องวันมานี้ นั่งคิดวนเวียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแบบวนไปเวียนมาหลายรอบ เหมือนประมาณว่าคิดไม่ตกอย่างนั้นแล้วจู่ๆก็มาบรรเจิดอยู่ที่ว่า แม้ว่าเราจะเลิกทำสิ่งหนึ่งเพื่อให้สิ่งอื่นๆและคนอื่นรอบตัวเราดีขึ้น แน่นอนนั่นก็หมายถึงตัวเราเองด้วย มันไม่ดีตรงไหน มันสูญเสียความเป็นตัวเองตรงไหน ไม่เลยมันไม่เปลี่ยน เพราะเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอีกทั้งเปลี่ยนไป เราแค่ปรับปรุงแค่นั้นเอง สุดท้ายตัวเราก็ยังเป็นของเรา ความคิดอ่านยังคงเป็นของเรา ความรู้ที่เรารู้ก็ยังเป็นของเรา แถมได้สติ และความสำนึกเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก แล้วจะคิดวนเวียนให้มันวุ่นวายจนทำตัววกวนทำไม


ความมั่นใจที่มีก็ไม่ได้สูญสิ้น จินตนาการก็ไม่ได้ลดลง แล้วจะมัวเครียดอยู่ทำไม เดินออกไปเผชิญกับความผิดที่ได้ทำไว้ แล้วปรับปรุงตัวใหม่ ตัดนิสัยที่ไม่จำเป็นต้องทำก็มีชีวิตอยู่ได้ เผลอๆจะยืนยาวอีกด้วยไม่ดีกว่ารึ


นี่รึเปล่าที่เขาพูดกันว่า " การเผชิญหน้ากับปัญหา ทำให้เราเกิดปัญญา "ข้าพเจ้าว่าใช่นะ...!?


เอ๊ะ...หรือใครว่ายังไง เอ๊ะ...หรือไม่รู้ว่าข้าพเจ้าพูดถึงเรื่องอะไร เอ๊ะๆๆ...หรือข้าพเจ้าบ้าไปแล้ว


ช่างเหอะ...หุหุหุ

ความเคยชิน

คยรู้สึกไหมว่า...ความเคยชิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน มักทำให้เราขาดความระวังระไว มันทำให้เราเผลอเรอที่จะใส่ใจกับสิ่งนั้นๆที่เรารู้สึกเคยชิน

ความเคยชินมักทำให้เราชินชา ไม่ตื่นตัวกับสิ่งที่เราเคยชิน แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นเฉื่อยแฉะ ซังกะตาย ดังนั้นควรเหรอที่เราจะให้ความเคยชินมาเกาะกินหัวใจในทุกเรื่อง

ความผิดพลาดที่เกิดจากการกระทำที่เคยชิน ในหลายๆครั้ง ไม่ได้ช่วยให้เราเดินหน้าได้เลย มีแต่จะถอยหลัง มันต่างจากความผิดพลาดที่เกิดจากความตื่นตัว กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะความผิดพลาดที่เกิดจากความกระตือรือร้นนั้น ทำให้เรารู้ว่าครั้งต่อไปควรปรับแก้ตรงไหนให้ถูกต้องเหมาะสม แต่กับความผิดพลาดที่เกิดจากความเคยชินนั้น มักทำให้เราทำได้แค่สรรหาข้อแก้ตัวไปเรื่อย แต่ไม่ได้แก้ไขอะไรให้ดีขึ้นเลย

ฉันเองมีความเคยชินที่จำเป็นต้องเอามันออกไปจากใจให้ได้หลายเรื่อง...เพื่ออะไร เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องมานั่งทนฟังตัวเองแก้ตัว หรือให้คนอื่นมานั่งฟังฉันแก้ตัวอยู่ร่ำไปนะซิ ฉันเคยบันทึกไว้ว่า คนเราเมื่อทำอะไรผิดพลาดก็มักจะทำผิดซ้ำเสมอ มันเป็นเพราะอะไร ก็เพราะเจ้าความเคยชินนี่แหละที่ทำให้คนเราทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า...และอีกประโยคที่ฉันเคยบันทึกไปคือ คนเราใฝ่ต่ำเสมอเมื่อมีโอกาส มันบอกได้ชัดว่าแม้เราจะรู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังทำ เพราะมันเป็นความเคยชิน เป็นพฤติกรรมที่หยั่งรากในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร

หันมาทำอะไรดีๆ แล้วตื่นเต้นตื่นตัวกับการได้ทำดีอยู่เสมอๆกันดีไหม ให้ชีวิตมันเดินไปทางบวก ให้ชีวิตมันดีขึ้นทางเดียวไม่มีลงดีไหม ลองซิ เริ่มจากเอาความเคยชินในใจ ในการกระทำ ออกไปจากชีวิต...ฉันว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดหรอก เพียงแต่ตัวเรายังไม่เริ่มลงมือทำเท่านั้นเอง...

ชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า#2

บันทึกหน้าที่สองของชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า

จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเคยเขียนบทความโดยแทนตัวเองว่า "หุ่นเชิดแห่งโรงละครโลกของคนบนฟ้า" ข้าพเจ้าพร่ำพรรณนาถึงชีวิตที่เดินทางไปประสบพบเจอมา ว่าเป็นเพราะ คนบนฟ้าเชิดข้าพเจ้าให้เดินไป บางครั้งก็ทิ้งข้าพเจ้าไว้หลังโรงละครโลกเพียงดายเดียวในกล่องเก็บของ

แต่บัดนี้สิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบหลังจากกลับสู่เส้นทางของพระเจ้า ข้าพเจ้ากลับได้รู้ว่าโรงละครโลกโรงนี้มิใช่คนบนฟ้าเป็นผู้เชิด แต่กลับกันกลายเป็นคนที่อยู่เบื้องล่าง กำลังนั่งหัวร่องอหายในอากัปกิริยาต่างๆที่เขาเชิดเราให้เดินตุปัดตุเป๋จนเหมือนหลงทาง...หลายครั้งข้าพเจ้าโทษว่าคนบนฟ้าทอดทิ้งข้าพเจ้าไว้ แต่จริงๆแล้วพระองค์พยายามอย่างยิ่งที่จะดึงเราออกมาจากโรงละครโลกโรงนี้มากกว่าผู้ใด และในทุกวิถีทาง เพียงแต่ข้าพเจ้า กลับมองไม่เห็นและไม่ยืนหยัดตัวเองขึ้นมาต่างหาก

ข้าพเจ้ามัวพร่ำบ่นพร่ำคิดอยู่แต่ว่าตัวเองเหงา เหงา และเหงา เพราะคนบนฟ้าไม่เหลียวแล แต่กลายเป็นข้าพเจ้าต่างหากที่ไม่เหลียวแลการช่วยเหลือของพระองค์ เมื่อข้าพเจ้ากลับมายืนอยู่ในเส้นทางของพระองค์ข้าพเจ้าก็ได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว พระองค์พยายามอย่างยิ่งที่จะใส่หัวใจ ให้กำลัง และประทานชีวิตให้ข้าพเจ้าอยู่เนืองๆ ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่ตรงหน้า ตรงที่ข้าพเจ้านั่งกองอยู่ แต่กลับมองไม่เห็น ไม่หยิบจับและคว้ามันไว้

ในครั้งที่สามที่ไปโบสถ์ข้าพเจ้าได้รับแผ่นพับ ที่มีสรุปคำเทศนาในหัวข้อ "ความรักชนะทุกสิ่ง" (1 โครินธ์ 13:4-7) ซึ่งเป็นหัวข้อเดียวที่ผ่านตาซ้ำๆวนเวียนหลายครั้งตั้งแต่ข้าพเจ้าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคริสตจักร และจากการอ่านพระคัมภีร์ เหมือนพระองค์ทรงคอยบอกและเตือนให้ข้าพเจ้าได้ใช้ความรักให้ถูกทาง และรับความรักจากพระองค์และจากพี่น้องคริสเตียนทั้งหลาย ว่าความรักที่แท้นั้นเป็นอย่างไร เขาพิมพ์ไว้ว่า

ลักษณะของความรักที่ชนะทุกสิ่ง คือ ความรักที่เป็นดังนี้1.เป็นรักที่อดทนนาน หมายถึง ท่าทีภายในที่มีความอดทนต่อสิ่งต่างๆ และยอมผ่อนผันให้ แม้จะถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรมก็ตาม รักที่อดทนนานจะสามารถชนะจิตใจคนได้ และผู้ที่เชื่อก็สามารถแสดงความรักแบบนี้ต่อผู้อื่นได้เช่นกัน

2.เป็นรักที่กระทำคุณให้ คือ มีความเมตตากรุณา ซึ่งสำแดงออกมาได้ในสามลักษณะคือ
2.1 ไม่อิจฉา เมื่อเห็นคนอื่นได้ดี ไม่รู้สึกรุ่มร้อนภายใน และสามารถชื่นชมยินดีกับผู้อื่นได้อย่างเต็มใจ และจริงใจ
2.2 ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง และไม่หยาบคาย การไม่อวดตัวก็ย่อมไม่หยิ่งผยอง กาแสดงออกที่ไม่หยาบคายหรือไม่เหมาะสมก็ไม่ก็ย่อมไม่ปรากฏออกมา ความรักแท้จะมีชัยได้ต้องแสดงออกถึงการให้เกรียรติซึ่งกันและกัน ไม่ยกตนว่าอยู่เหนือใคร
2.3 ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำควมผิด คือ การที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าตนเอง ไม่ยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทำให้ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว และไม่ช่างจดจำความผิดของผู้อื่น

3.เป็นรักที่ชื่นชมยินดีในความชอบธรรม คือ ชื่นชมยินดีในสิ่งที่ผู้อื่นกระทำอย่างถูกต้องชอบธรรม แต่ไม่ชื่นชมยินดีหรือคล้อยตามเมื่อผู้นั้นกระทำผิด

4.เป็นรักที่เชื่อในส่วนดีและมีความหวังอยู่เสมอ คือ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของผู้อื่น โดยเชื่อในส่วนดีของเขาเสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ

ในหลายๆครั้งเราใช้คำว่า "รัก" กับ ความรัก เป็นข้ออ้างในการทำร้ายจิตใจกันและกัน ด้วยความไม่เข้าใจถึงความรักอย่างแท้จริง แต่กับความรักที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามีต่อเราและได้บอกเราผ่านทางอัครทูตทั้งหลายนั้น เป็นความรักที่แท้ รักที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างแท้จริง หากเรามองเห็นและเข้าใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงให้เราด้วยความรักเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็หวังใจได้ว่า ข้าพเจ้าจะไม่กลับไปเป็นหุ่นเชิดของมารร้าย ในโรงละครโลกที่โดนอุปโลกขึ้นมาโดยมารร้ายเหล่านั้น และกักขังข้าพเจ้าไว้อีก

ชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า#1

บันทึกหน้าที่หนึ่งของชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า

เกือบสองเดือนมานี้ ข้าพเจ้าได้รับเชื่อในศาสนาคริสต์ นิกายโปเตสแตนท์(Protestant)ข้าพเจ้าได้รับอะไรหลายๆอย่าง ทุกครั้งที่ไปร่วมกลุ่มเพื่อสามัคคีธรรม และการไปโบสถ์ ทุกอย่างที่รู้สึกและรับรู้ภายในใจคือ ข้าพเจ้าไม่เคยโดดเดี่ยว ข้าพเจ้าไม่เคยต้องเดินคนเดียวมานานมากแล้ว เพียงแต่ข้าพเจ้ามิได้เหลียวมอง และรับฟังผู้ที่เดินเคียงข้างข้าพเจ้ามาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ทั้งๆที่ในหลายๆเหตุการณ์ หลายๆช่วงเวลาของชีวิต ข้าพเจ้าเหมือนจะรับรู้และสัมผัสกับพระเจ้าได้ โดยผ่านการอธิษฐาน ที่บางครั้งข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้ว่ากำลังวิงวอนขอกับใคร

แต่พระองค์ก็ทรงรับฟัง...และพยายามที่จะเรียกข้าพเจ้าให้กลับไปหาพระองค์ กลับไปสู่ทางที่พระองค์ได้บอกผ่านผู้คนนับล้านๆที่แสวงหาอาณาจักรของพระองค์ เพื่อให้ข้าพเจ้าได้พบกับความรอด ได้เรียนรู้ที่จะพูดคุยกับพระองค์ อย่างที่พระองค์พยายามคุยกับข้าพเจ้ามาตลอด เพียงแต่ข้าพเจ้าไม่ได้ยิน หรืออาจได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง

บัดนี้เมื่อข้าพเจ้าได้กลับเข้ามาในเส้นทางของพระองค์ หลายๆอย่างในชีวิตเปลี่ยนไปแม้จะไม่ได้เปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือ แต่ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งผู้คนรอบข้าง การเข้าสังคม การแต่งกายซึ่งข้าพเจ้าแทบไม่เคยแต่งกายสุภาพเลย ก็กลับทำให้ข้าพเจ้าแต่งกายดีขึ้น เป็นสุภาพชนมากขึ้น คิดในทางบวกมากขึ้น ใจเย็นขึ้น สบายใจมากขึ้น และหวังใจไว้ว่าทุกสิ่งอย่างที่เหมาะกับข้าพเจ้ากำลังได้รับการปรับเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นๆเรื่อยๆ

กลายเป็นว่าข้าพเจ้าอธิษฐานและพูดคุยกับพระเจ้าแทบทุกวัน และแทบตลอดเวลา ซึ่งนี่ยังเป็นเพียงช่วงแรก จำเป็นอย่างมากที่ข้าพเจ้าจะต้องหยั่งรากให้ลึกในคำสอน ในพระวจนะ ผ่านพระคัมภีร์ ผ่านการรับฟังคำสอนของผู้นำ ผ่านบทเรียนต่างๆที่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องรู้ในการเป็นคริสเตียนที่เติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณ และเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ สุดกำลังความคิด

ในวันอาทิตย์แรกของสัปดาห์ที่ข้าพเจ้าเกิดใหม่ กลายเป็นคนใหม่ ตอนที่เดินเข้าไปในโบสถ์ มีพี่น้องคริสเตียนที่ยืนต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พวกเขายื่นแผ่นพับให้ข้าพเจ้าใบหนึ่งซึ่งภายในมี สรุปคำเทศนาในหัวข้อ "ความเชื่อ...พลังแห่งชีวิต" (ฮีบรู 11:13-16) เขาพิมพ์ไว้ว่า

ลักษณะของผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ
1.เชื่ออย่างมั่นใจ คือ การเชื่อมั่นในใจ ในสิ่งที่พระเจ้าได้สัญญากับเราทั้งหลาย ถึงความรอด และการกลับคืนสู่อาณาจักรของพระองค์ เชื่อแม้ว่าจะยังไม่ได้เห็นว่าสิ่งที่เชื่อนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเดี๋ยวนั้น บัดนั้น เชื่อในสิ่งที่ดีที่บอกกล่าวถึงเรื่องราวของพระองค์และอาณาจักรของพระองค์ รวมถึงสิ่งจำเป็นที่สามารถนำมาใช้ดำเนินชีวิตประจำวันของตัวเราได้ทั้งหมดเป็นอย่างดี และถูกต้องชอบธรรม

2.เชื่อแม้ยากลำบาก คือ แม้เราจะตกอยู่ในความทุกข์ยาก ลำบากเพียงใด จงรักษาความเชื่อนี้ไว้ ความเชื่อในพระเจ้า ในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงนำทางเราไป ให้พระองค์เป็นแสงสว่างนำทางเราแม้ในยามที่เรามืดมิดที่สุดไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย หรือจิตใจ

3.เชื่ออย่างบากบั่น คือ ไม่หมดความเชื่อแม้สิ่งที่เชื่อจะยังไม่เกิดขึ้นหรือได้เห็น และไม่สงสัยในความเชื่อนั้น เพราะพระองค์ได้เตรียมแผนการที่ดีที่เหมาะสมกับเราไว้แล้ว เพราะพระองค์ทรงล่วงรู้ทุกสิ่งในจิตใจเรา ในความคิดเรา แม้เราจะไม่เอ่ยปากออกมาก็ตาม

4.เชื่ออย่างมั่นคง คือ เชื่อว่าในสิ่งที่เราเชื่อนั้น จะนำพาเราไปสู่สิ่งดีๆ ดีที่สุดที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้กับเรา และหากสิ่งที่เราเชื่อถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ก็เชื่อได้ว่า ท่านจะได้รับสิ่งดีๆจากความเชื่อนั้นแน่นอน

5.เชื่ออย่างเห็นคุณค่าของสิ่งที่เชื่อ คือ ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความเชื่อ เพราะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนเชื่อ นั่นคือ แผ่นดินสวรรค์ ที่ๆความเชื่อจะเป็นดั่งสะพานที่ทอดยาวขึ้นไปสูงสุดสู่อาณาจักรพระเจ้า

ทุกสิ่งอย่าง ทั้งที่พิสูจน์ได้และไม่ได้ ต่างเริ่มขึ้นจากความเชื่อและการตั้งคำถามที่ว่า "จะเป็นไปได้ไหม...ถ้า?" แต่กับความเชื่อที่เป็นพลังแห่งชีวิตนี้ ไม่ต้องพิสูจน์ หากความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่ดีและชอบธรรม ทุกอย่างเป็นไปได้ และพระองค์จะทรงประทานสิ่งนั้นๆแก่เรา

ข้าพเจ้าคิดว่าการเปลี่ยนความเชื่อของใครสักคนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องยาก แต่เราลองสังเกตเด็กๆดูว่า เวลาที่เราพูดหรือเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง เขาจะเชื่อ และเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ ในสิ่งที่เราเล่าบอก แล้วท่านล่ะ จะมัวปล่อยให้ฝุ่นผงแห่งอายุขัยเกาะตัวเคลือบความเชื่ออยู่ทำไม ล้างมันออกให้ใสกระจ่าง ดังแก้วเจียรไน และเชื่ออย่างที่ได้กล่าวไปแล้วทั้งห้าข้อ ท่านคิดว่าท่านต้องสูญเสียอะไรเหรอ? ข้าพเจ้าขอบอกว่าไม่เลย มีแต่ได้ และได้ในสิ่งที่ ผู้คนอีกมากมายที่ขาดความเชื่อไม่เคยได้รับ...ก็นานเท่าไหร่แล้วที่ท่านไม่ได้แหงนหน้ามองฟ้า พูดคุยกับดวงดาว ก้อนเมฆ และสายลม ที่ๆพระองค์สถิตอยู่ ที่ๆพระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น...

คู่แท้...

คู่แท้เกิดยากมาก แต่ฉันเชื่อว่าคู่แท้มีจริง เหมือนหนึ่งดวงวิญญาณแต่แยกเป็นสองร่าง แล้วก็กลับมาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด วันนึงทั้งคู่ต้องกลับมาเจอกันไม่ทางใดก็ทางนึง และถึงแม้จะใช้เวลานานหลายพบหลายชาติ เวลา...ก็ไม่ได้ทำให้คู่แท้โหยหากันน้อยลง


แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครคือคู่แท้ของเรา...ไม่มีใครบอกได้หรอก เราพบเราจะรู้เอง และความรู้สึกนั้นต้องไม่หลอกตัวเอง และไม่ทรยศความรู้สึกนั้นๆ ด้วยการบังคับฝืนใจด้วย...การรอคอยอะไรบางอย่างหรือใครบางคนนั้น มักมีแรงดึงดูด และถึงแม้จะมากมายมหาศาล หรือน้อยนิดเพียงใดก็ตาม แรงดึงดูดนั้น ทรงพลังเสมอ และเรารับรู้ได้ว่ามันส่งผ่านไปถึงใครคนนึง คนที่เขานั้น ก็อาจกำลังส่งผ่านความรู้สึกอย่างเดียวกันกลับมา


คู่แท้ คือหนึ่งเดียวของจิตวิญญาณที่แบ่งเป็นสอง ตามที่เกริ่นไปข้างต้น ดังนั้นความห่างของระยะทาง กับความห่างของใจ มันเทียบกันไม่ได้แน่ เพราะคู่แท้อยู่ไม่ได้ถ้าขาดอีกครึ่งของดวงวิญญาณ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทุกผู้มีคู่แท้ บางคนกว่าจะหากันจนเจอ อาจกินเวลาล่วงไปเป็นไม้ใกล้ฝั่งแล้วก็มี ในขณะที่บางคนไม่รับรู้ถึงความรู้สึกถึงการมีตัวตนของคู่แท้นั้น ดังนั้นการรับรู้ถึงความมีตัวตนในอีกครึ่งของดวงวิญญาณนั้น เป็นสิ่งที่ใครบอกแทนใครไม่ได้ ต้องให้ใจเราบอกตัวเราเอง(โดยไม่ลวงตัวเอง)


ค้นหา คู่แท้ด้วยใจ...ถ้าตัวเรามีคู่แท้ดังที่ว่า และมั่นใจว่ามีอีกครึ่งของดวงวิญญาณที่ต้องตามหา ไม่ว่าจะอีกกี่ปีกี่ชาติ สักวันจะได้พบ สักวันต้องได้พบ สักวัน...



"กว่าจะประสพพบเจอกัน ต้องทำบุญร่วมกันมาเป็น 10 ชาติ
กว่าจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกัน ต้องทำบุญร่วมกันมาเป็น 100 ชาติ"



ก็บอกแล้ว...เวลา ไม่ทำให้คู่แท้โหยหากันน้อยลงได้หรอก ฉันเชื่ออย่างนั้น


ปล.เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน ขอบคุณ

ค้น...ให้เจอ

  • ฉันเคยนั่งวาดรูปสมัยเด็กๆ และฉันเรียนไม่เอาไหน
  • ฉันเคยเรียนภาษาจีนทั้งๆที่พ่อแม่ของฉันก็เป็นเชื้อสายจีน ที่ทั้งปู่ย่าตายายฉันก็อพยพมาจากเมืองจีนและฉันก็ไม่เอาถ่าน
  • ฉันเคยเรียนเปียนโน ได้รู้จักตัวโน้ต เล่นเพลงง่ายๆได้ และฉันก็ล้มเลิกมันเสีย
  • ฉันเคยเข้าวงดุริยางค์ของโรงเรียน ได้เล่น ซูปราโน่แซ็ก เป็นเครื่องแรก ตามมาด้วย คาริเน็ต แล้วฉันก็ถูกฉุดรั้งให้กลับมาเรียนด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว
  • ฉันเคยเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลของอำเภอ และเป็นนักกีฬากระโดดสูงของโรงเรียน แล้วฉันก็ถูกฉุดให้กลับเข้าหาวิชาการเพียงอย่างเดียวอีกครั้ง
  • ฉันเคยเล่นกีต้าร์ แล้วเปลี่ยนเป็นเบส มีวงกับเพื่อนๆซ้อมกันเล่นกัน แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป และฉันก็เลิกเล่นมันไปเฉยๆ
  • ฉันเรียนมัธยมปลาย สายวิทย์ เรียนทั้งเคมี ชีวะ และฟิสิกส์ แล้วสุดท้ายฉันก็ย้อนกลับไปหาสิ่งที่ฉันทำในวัยเด็กนั่นคือ การวาดรูปและศิลปะ

ทั้งหลายเหล่านี้ ฉันมานั่งนึกว่า...สิ่งใดกันหนอที่เป็นแรงขับให้เกิดการค้นหาตัวเองตั้งหลายด้านเพื่อสุดท้ายก็กลับมาทำในสิ่งที่เราชอบอยู่แล้วแต่แรก และถึงแม้มันไม่ได้สุดยอดในสายตาใคร ฉันก็ยังภูมิใจที่ฉันได้ทำในสิ่งที่ฉันชอบ หลายๆครั้งฉันนั่งนึกว่ามันก็ตลกดีนะ เพราะหากวันเก่าก่อนนั้นฉันไม่ถูกดึงถูกรั้งกลับมา ฉันอาจเป็นอย่างอื่นไปแล้วก็เป็นได้ แต่หากถามความชอบจริงๆอย่างที่สุด ฉันก็ยังไม่ทิ้งการวาดอยู่ดี ทั้งหมดนี้ฉันถือว่าอย่างน้อยฉันก็รู้ว่าฉันชอบอะไรและได้ทำในสิ่งนั้น หากหลังจากนี้ อาชีพฉันจะเปลี่ยนไปอีกกี่ร้อยกี่พันอย่าง สักวันฉันก็จะต้องหาทางย้อนกลับมาสู่สิ่งที่ฉันรักและชอบอีกจนได้นั่นแหละ

การค้นหาตัวเองไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่บางครั้งความจำเป็นที่จะต้องทำในสิ่งที่ไม่ได้รักไม่ได้ชอบ มันก็ไม่ได้หมายความว่า เราทรยศตัวเองสักหน่อย เราแค่เดินอ้อมไปอีกนิดก็เท่านั้น บางคนอาจเดินอ้อมได้เร็วและกลับมาในเส้นทางเดิมของตนได้เร็ว ในขณะที่บางคนก็ช้าเพราะมัวแต่เขว้ไปตามแรงดึงของสิ่งรอบกายจากผู้คนรอบข้าง

จะอย่างไรก็แล้วแต่ อย่าให้กลายเป็นว่า...กว่าจะรู้ว่าตัวเองต้องการทำอะไร รักชอบสิ่งใดจริงๆ ก็จวนเจียนเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของอายุขัยซะก่อนก็แล้วกัน แต่ก็อีก...ถึงจะรู้ช้า ก็ยังดีกว่าตายไปโดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเราเองรักและชอบในสิ่งใดกัน

ฉันจำประโยคที่ คุณอุดม แต้พานิช พูดอยู่ประโยคหนึ่ง ที่เห็นแล้วว่ามันเป็นจริงที่สุดสำหรับคนยุคปัจจุบัน ประโยคที่ว่านั้นคือ

"คนเรามีความพยายามเท่ากัน แต่ใช้ไม่เท่ากัน"


ฉันว่ามันบ่งบอกรวมได้ถึงว่า...พรสวรรค์ อาจเป็นเพียงสิ่งที่ตนชอบและรู้สึกถนัดในการที่จะทำ แต่พรแสวง เป็นความพยายามเพื่อสร้างความชำนาญ ที่เมื่อใครมีแล้วไม่ว่าจะทำสิ่งใดๆที่ตนมีความชำนาญและรู้แจ้งแทงตลอด ย่อมประสบผลสำเร็จทั้งสิ้น

ค้นหาตัวเองให้พบ และใช้ความพยายามเพื่อให้เกิดความชำนาญให้ถูกทาง แล้วท่านจะได้รู้ว่า

ความสุขนั้นอยู่กับสิ่งที่ได้ทำ ไม่ใช่สิ่งที่ได้มา

ห่วง

คยรู้สึกเหมือนอยู่ๆก็กลายเป็นคนที่เข้าไปแทรกอยู่ในชีวิตใครโดยไม่ตั้งใจไหม เวลานั่งทบทวนแล้วนึกขึ้นได้ว่า เขาก็มีชีวิตและอยู่ของเขาดีๆ แล้วเราจะเข้าไปยุ่มย่าม เจ้ากี้เจ้าการเขาทำไม แม้คำตอบที่ตัวเองได้คือ ก็เรารู้สึกเป็นห่วง ห่วงใย ชอบ รักใคร่ ผูกพัน หรืออะไรก็ตามแต่ มันก็เกิดคำถามขึ้นตามมาอีกว่า เรามีสิทธิ์อะไรในชีวิตเขา ตัวของเขาเอง สิทธิ์ของเขา เขาจะกระทำย่ำยีตัวเขาเองยังไงมันก็เรื่องของเขา ทำไมเราต้องเข้าไปยุ่ง ให้เขาตอกกลับมาว่า สอ ใส่ เกือก อะไรกับชีวิตกู อย่างนั้นเหรอ


แต่จริงๆแล้วถ้าเขาจะเข้าใจบ้าง หรือพยายามเข้าใจบ้าง ถึงความรู้สึกห่วงใยที่เรามี เขาคงไม่คิดแบบนั้น จริงไหม...มันทำให้พาลนึกไปว่า ความรัก ความห่วงใย ก็ยังจำเป็นต้องถูกที่ถูกเวลา ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับเขาไปซะฉิบ


แล้วจะทำอย่างไรดี...อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ แบบชื่อเพลงน่ะเหรอ จะดูเป็น พระเอก นางเอก มากไปหรือเปล่า ก็ในเมื่อคนเราได้รู้จัก ได้รับรู้ความเป็นไปของกันและกัน คงไม่มีใครอยากให้ใครหลงทาง หรือตกเหวตาย โดยที่เราไม่คิดช่วยเหลือเลยหรอกจริงไหม


ฉันเคยอ่านนิยายอยู่เรื่องนึง เป็นเรื่องของฝาแฝดที่ใช่ชีวิตอยู่ร่วมกันประหนึ่งเป็นคนๆเดียวกัน ตั้งแต่เด็กยันโต ผลัดกันออกไปข้างนอกคนละวัน เจอใคร พบเหตุการณ์อะไรก็จะกลับมาเล่าให้อีกคนฟัง เพื่อวันต่อไป เป็นเช่นนี้เรื่อยมา จนแฝดผู้น้อง พบรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง ทำให้ทุกอย่างที่เคยเป็นมาของแฝดคู่นี้สั่นคลอน เมื่อคนหนึ่งอยากมีชีวิตของตัวเองขึ้นมา


ทั้งสองเริ่มทะเลาะกันหนักขึ้นๆ เพราะความอยากมีตัวตน จนไม่ได้นึกถึงวันเก่าก่อนที่ต่างฝ่ายต่างดูแลกันและกัน ดำเนินชีวิตเหมือนเป็นคนๆเดียวกัน จนแฝดผู้พี่เอ่ยถามคำถามขึ้นมาว่า


"ถ้าฉันกำลังจะตกหน้าผา ในขณะที่คนรักของนายก็เช่นกัน
และนายก็มีกำลังพอที่จะช่วยได้เพียงคนเดียว นายจะช่วยใคร"



แฝดผู้น้องได้แต่นิ่งเงียบและปล่อยให้คำถามนี้ผ่านพ้นไป ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตัวเองอย่างใจต้องการ แต่เมื่อความรักของแฝดผู้น้องเดินทางมาถึงจุดแตกหัก เขากับคนรักไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป ความผิดหวังทำให้แฝดน้องคิดฆ่าตัวตายหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครั้ง คนที่ช่วยเขาไว้ได้คือ แฝดพี่ของเขา จะด้วยลางสังหรร์หรือความผูกพันระหว่างฝาแฝด หรือปาฏิหาริย์ก็ตาม แฝดพี่จะรับรู้ถึงความไม่ปรกติของอีกฝ่ายที่เกิดขึ้นแม้ตัวจะอยู่ห่างกัน จนวันหนึ่งแฝดผู้น้องก็เริ่มคิดทบทวนถึงทุกสิ่งที่ผ่านมาตั้งแต่เข้าจำความได้ เขากับพี่ชายฝาแฝดไม่เคยห่างจากกันเลย แม้กระทั้งตอนนี้ตอนที่ตัวเขากับพี่ชายต่างดำเนินชีวิตในรูปแบบของตนแล้ว แต่ทุกครั้งที่เกิดเรื่องหรือมีปัญหา คนสุดท้ายที่มาถึงในนาทีสุดท้ายของการจบปัญหาแบบโง่ๆ คือ พี่ชายฝาแฝดของเขาทุกครั้ง ความห่วงใย และผูกพันตรงนี้ไม่มีวันลบเลือนออกไปได้ไม่ว่าคนทั้งสองจะห่างไกลกันแค่ไหน...แฝดผู้น้องคิดได้แบบนั้น น้ำตาก็ใหลอาบแก้ม เขาเดินทางกลับไปหาพี่ชายฝาแฝด และตอบคำถามที่ค้างคามานานแสนนานที่ว่า


"ถ้าฉันกำลังจะตกหน้าผา
ในขณะที่คนรักของนายก็เช่นกัน
และนายก็มีกำลังพอที่จะช่วยได้เพียงคนเดียวนายจะช่วยใคร"



"ฉันจะช่วยคนที่ฉันรักขึ้นมาจากปากเหว
แล้วฉันจะกระโดดตามนายลงไป"




จากเรื่องนี้ฉันมองว่า คนเรานั้นยังไงก็ยังอยากมีชีวิตที่เป็นในแบบของตัวเอง และบางครั้งมันทำให้การคำนึงถึงผู้ที่คอยห่วงใยตัวเราจริงๆลดลง ต่อเมื่อเขาได้เห็นได้พบเจอเข้ากับตัวจึงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และเริ่มสูญเสียอะไรไป แต่บางครั้งก็อาจสายเกินแก้ไปแล้ว


เหลียวมองความรู้สึกของคนที่เป็นห่วงใยเราจริงๆบ้างนะ อย่าปล่อยให้เขารู้สึกอ้างว้างจากการกระทำตามใจตัวเราเองมากจนเกินพอดี เพราะเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้น ความเสียหายมักจะดูทวีคูณเสมอๆ

วันเด็ก

วันเด็กแห่งชาติ

วันที่ข้าพเจ้าจำได้ว่า เคยไปนั่งในเฮลิคอปเตอร์กับพ่อที่ค่ายเสนาณรงค์ และเป็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เคยทำแบบนั้นในวันเด็ก ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไรเวลาที่มีคนถามถึงอาชีพในอนาคตที่ใฝ่ฝันไว้ และข้าพเจ้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าปีนั้นข้าพเจ้าอายุเท่าไหร่...

ก็เป็นเรื่องที่แปลกสำหรับเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง ที่ความทรงจำส่วนนี้เลือนลางเหลือเกิน เพราะไม่ได้มีใครในครอบครัวให้ความสำคัญกับวันนี้มากนัก เพราะทุกคนในครอบครัวต่างทำมาหากิน วันเด็กจึงไม่ใช่วันของเด็กอย่างฉัน สมัยนั้นข้าพเจ้าได้เงินใช้ในวันเสาร์-อาทิตย์ เพียง 2บาท เท่านั้น ดังนั้นในวันเด็กข้าพเจ้าก็อาจได้เพิ่มเป็น 5บาท ไม่เกินกว่านี้ และมีความสุขที่ได้ซื้อขนมทานเพิ่มในวันดังกล่าว มากกว่าร้องขอให้พาไปเที่ยวงานที่ไหนๆ

วันนี้เมื่อข้าพเจ้าเลยวัยเด็ก วัยที่ควรเรียนรู้ตามวัยให้สมวัยหมดไป หรือก้าวข้ามผ่านวัยนั้นมา มีบางครั้งที่ยังคงถามตัวเองว่า เมื่อสมัยเด็กๆตัวเราเคยฝันอยากเป็นอะไร...ซึ่งคำตอบที่ได้คือความว่างเปล่า ข้าพเจ้าทำวัยเด็กสูญหายไปนานแล้ว และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มที่ข้าพเจ้าหันมาทำงานด้านศิลปะ ซึ่งอาจเป็นเพียงการพยายามสานต่อความเป็นเด็กที่ตกหล่นหายไปให้ยังคงอยู่มากที่สุดก็เป็นได้

วันเด็ก วันของเด็ก สำหรับเด็ก เพื่อเด็ก อย่าปล่อยให้เด็ก ต้องอยู่อย่างเหงาหงอยโดดเดี่ยวในวันนี้เลย เพราะเมื่อเขาเติบโตขึ้นแล้วย้อนถามตัวเองว่าวัยเด็กของเขาหายไปไหน คำตอบที่ได้ อาจไม่ต่างกันกับข้าพเจ้าก็เป็นได้ ใน 1ปี วันเด็กมีเพียงวันเดียว ให้เวลากับเขาบ้างนะ เพราะวันที่เหลือก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่แทบทั้งสิ้น หันไปมองลูกของคุณ หลานของคุณ หรือแม้กระทั่งเด็กๆที่กำพร้าที่ถูกทอดทิ้งกันบ้างก็ดีนะครับ

สุขสันต์วันเด็ก ขอให้เด็กทุกคนมีความสุขที่ได้เรียนรู้ ที่ได้ทำกิจกรรมต่างๆเพื่อการเรียนรู้ และชอบที่จะได้เรียนรู้ แล้วเติบโตขึ้นเป็นกำลังของชาติ แทนที่จะกลายเป็นช่องว่างของประชากรในประเทศ ช่องว่างที่ไม่รู้ว่าตัวตนของตัวเองจะก้าวไปทางไหนเมื่อโตขึ้น หรือกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าทำตัวเรียกร้องความสนใจมากจนก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่สังคมและประเทศชาติด้วยการทำอะไรผิดๆ ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าผิด

พ.ศ. 2499 - จอมพล ป.พิบูลสงคราม - จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม

พ.ศ. 2502 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า

พ.ศ. 2503 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด

พ.ศ. 2504 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย

พ.ศ. 2505 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด

พ.ศ. 2506 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด

พ.ศ. 2507 - งดการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ

พ.ศ. 2508 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี

พ.ศ. 2509 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี

พ.ศ. 2510 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดีมีความประพฤติเรียบร้อย

พ.ศ. 2511 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย เฉลียวฉลาดและรักชาติยิ่ง

พ.ศ. 2512 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ

พ.ศ. 2513 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส

พ.ศ. 2514 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ

พ.ศ. 2515 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ

พ.ศ. 2516 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ

พ.ศ. 2517 - นายสัญญา ธรรมศักดิ์ - สามัคคีคือพลัง

พ.ศ. 2518 - นายสัญญา ธรรมศักดิ์ - เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี

พ.ศ. 2519 - หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช - เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดี มีวินัย เสียแต่บัดนี้

พ.ศ. 2520 - นายธานินทร์ กรัยวิเชียร - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย

พ.ศ. 2521 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ - เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ

พ.ศ. 2522 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ - เด็กไทยคือหัวใจของชาติ

พ.ศ. 2523 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ - อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

พ.ศ. 2524 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม

พ.ศ. 2525 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

พ.ศ. 2526 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม

พ.ศ. 2527 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา

พ.ศ. 2528 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม

พ.ศ. 2529 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2530 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2531 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2532 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2533 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2534 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ - รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา

พ.ศ. 2535 - นายอานันท์ ปันยารชุน - สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม

พ.ศ. 2536 - นายชวน หลีกภัย - ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

พ.ศ. 2537 - นายชวน หลีกภัย - ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

พ.ศ. 2538 - นายชวน หลีกภัย - สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

พ.ศ. 2539 - นายบรรหาร ศิลปอาชา - มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด

พ.ศ. 2540 - พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ - รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด

พ.ศ. 2541 - นายชวน หลีกภัย ขยัน - ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

พ.ศ. 2542 - นายชวน หลีกภัย ขยัน - ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

พ.ศ. 2543 - นายชวน หลีกภัย - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

พ.ศ. 2544 - นายชวน หลีกภัย - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

พ.ศ. 2545 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส

พ.ศ. 2546 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี

พ.ศ. 2547 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน

พ.ศ. 2548 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด

พ.ศ. 2549 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด

พ.ศ. 2550 - พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ - มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข

และคำขวัญวันเด็กปีนี้

พ.ศ.2551 - พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ - “สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม”

บางที ความรักอาจเป็นแค่

ทุกอย่างที่เกิดจากความรัก แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นความอดทนอดกลั้น จนถึงจุดหนึ่งที่ต่างฝ่ายต่างเริ่มมองกลับเข้าหาตัวเอง ทุกสิ่งก็กลายเป็นความเห็นแก่ตัว จนกว่าจะเริ่มรู้สึกถึงการสูญเสีย เมื่อนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็มักจะสายไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็มักจะช้าเกินไป...เสมอๆ

บางครั้งความเสียหายเกิดขึ้นกับคนอันเป็นที่รัก บางครั้งเกิดความเสียหายกับตัวเราเอง แต่ไม่ว่าจะเกิดในรูปแบบใด ความเสียหายไม่เคยทำให้ใครรู้สึกดี เพราะความทุกข์ที่เกิดตามมามักรุนแรงและเลวร้ายจนยากจะรับไหว...จนเกินจะทนได้...จนหมดสิ้นซึ่งสิ่งที่สวยงามในความคิดและจิตใจ...แล้วทุกอย่างก็ดำดิ่งลงสู่หุบเหวแห่งไฟนรก เผาผลาญกลืนกินจิตใจอันโสมม และอยู่เยี่ยงนั้นยาวนาน จนกว่าเราจะฉุดตัวเราเองขึ้นมาได้...เพราะคงไม่มีใครไม่ว่าโลกนี้หรือโลกไหน ที่จะมาช่วยเราไว้จริงๆสักคน...สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบางครั้งก็คาบเกี่ยวกับความรู้สึกเห็นแก่ตัวจนยากจะแยกแยะได้

บางที ความรักอาจเป็นแค่
สารเคมีในร่างกายที่หลั่งออกมามากเกินพอดี บวกกับ จินตนาการที่มีมากเกินไป
เพียงแค่นั้นก็เป็นได้

สินค้ามนุษย์

คำๆนี้ได้อ่านมาจากหนังสือเล่มหนึ่งตอนใกล้บทท้ายๆ รู้สึกสะดุดตากับคำๆนี้ เพราะมันทำให้ข้าพเจ้าพาลนึกถึงอะไรหลายๆอย่างในประเทศนี้ว่านี่เขามองเห็นเราเป็นสินค้า หรือพัสดุอะไรสักอย่างรึเปล่า...?

เช่นนึกไปถึงระบบขนส่งของประเทศเรา กับอุบัติเหตุซ้ำซากที่เกิดขึ้น ว่านี่เขารู้รึเปล่าว่าเราเป็นคน เป็นสิ่งมีชีวิต และมีภาระหน้าที่ต่อบุคคลที่รอคอยเราอยู่ทั้งที่บ้านที่ทำงานหรือที่ใดๆที่เราเดินทางไป ไม่ใช่แค่พัสดุที่ส่งๆไปให้ถึง เอ...หรือพวกเขาเห็นเราเป็นแค่ สินค้ามนุษย์

อ่านข่าวพวกสถานเสริมความงาม หรือพวกที่ผลิตเครื่องสำอางแบบผิดกฎหมาย ว่าเขาเคยคิดว่าเราเป็นคนรึเปล่า ใช้เราเป็นหนูทดลองเพื่อทดสอบสินค้าของเขาแค่นั้นเองเหรอ นี่เรากลายเป็นสินค้ามนุษย์ในรูปแบบของการทดลองไปแล้วเหรอ

แล้วยังพวกที่ลักลอบค้ามนุษย์ ส่งไปขายตัวในต่างประเทศที่ไม่ใช่แบบสมัครใจ เขาไม่เห็นว่าคนเหล่านั้นเป็นคนบ้างเหรอ คนเหล่านั้นเป็นแค่สินค้ามนุษย์ที่ใช้เพียงเพื่อรองรับ สันดานโฉดของไอ้คนเพศผู้บางจำพวก รองรับตัณหา ราคะ ของไอ้พวกเพศผู้มีปมด้อย แค่นั้นเองเหรอ

ความเป็นคนที่กระทำต่อคนเยี่ยงคนเขาทำกันเป็นแบบนี้เหรอ คิดกันแบบนี้เหรอ แค่สินค้ามนุษย์เหรอ...แย่จัง

อาจมีมากกว่านี้อีกหลายเรื่องซึ่งตอนนี้ก็นึกไม่ออก กับการกระทำที่เห็นคนเป็นเพียงสินค้า แต่ที่อยากถาม คือ...นี่คือสิ่งที่สัตว์ประเสริฐเขาปฏิบัติต่อกันใช่ไหม ต่างคนต่างมองว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ สินค้ามนุษย์ใช่ไหม ความเสื่อมตามคำทำนายที่กล่าวถึงกาลสมัยเลยครึ่งพุทธกาลไปแล้วเป็นแบบนี้ใช่ไหม นอสตราดามุส บอกถึงกาลสิ้นยุคนั้น มันมีจุดเริ่มจากความเลวร้ายของคนบนโลกในยุคนี้ใช่ไหม ยุคที่วัตถุ เทคโนโลยีเจริญก้าวล้ำไปข้างหน้าเรื่อยๆ แต่จิตใจกลับต่ำลงเรื่อยๆเยี่ยงนี้ใช่ไหม

เฮ้อ...นี่เราเป็นได้แค่นี้เองเหรอ "สินค้ามนุษย์"

ก็แค่มนุษย์

ผู้ชายคนหนึ่ง...
ต้องเข้มแข็งแค่ไหน...
ต้องอดทนอดกลั้นขนาดไหน
จึงเรียกว่า ผู้ชาย...

ผู้ชายเสียใจไม่เป็นเลยใช่ไหม
ร้องไห้ให้ใครเห็นไม่ได้เลยใช่ไหม
แสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้เลยเหรอ

ผู้ชายอย่างฉัน...ร้องไห้เมื่อเสียใจ
มันผิดด้วยหรือ...

มันดูอ่อนแอมากเลยใช่มั้ย...
กับพฤติกรรมเหล่านั้น

ก็ถ้าเหล็กกล้า หลอมละลาย ด้วยความร้อน
หินผา ถูกกัดเซาะเพราะหยดน้ำได้
ใจฉันเป็นแค่ก้อนเนื้อเท่ากำปั้น
มันจะแกร่งได้ขนาดไหนกัน...

ผู้ชาย...ก็แค่คำเรียกอ้าง
ปกปิด ความอ่อนแอ ของจิตใจภายใน
เท่านั้นแหละ...

ก็แค่มนุษย์...

รถไฟยางแตก

หนึ่งในสิ่งที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้ในโลกใบนี้

ชิวิตที่ดำเนินไปแบบรถไฟยางแตก

ถ้าล้อรถไฟมียาง ก็คงไม่ต้องใช้รางรถไฟ
แต่ความเป็นจริง รถไฟวิ่งอยู่บนราง...และไม่มียางที่ล้อ
ดังนั้นการวิ่งไปยังสถานที่ใดๆ ถูกบังคับให้วิ่งไปตามรางเท่านั้น

ฉันก็แค่ดำเนินชีวิตในรูปแบบของฉัน บนรางรถไฟของฉัน
ของฉันเองคนเดียว...แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า
ฉันใช้ชีวิตที่ถูกต้อง...ในสายตาใครต่อใคร

ฉันแค่พยายามเลือกเส้นทางชีวิต ที่เป็นไปได้อย่างปุถุชน
ไม่ใช่อย่างปัจเจกบุคคล...เพราะฉันไม่เหมาะกับคำๆนี้
มันสูงส่งเกินไป

ความผิดเดียวที่ฉันรับรู้ คือ บังเอิญ รถไฟอย่างฉัน ยางแตก
ความผิดที่ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ได้ทำให้มันเกิดขึ้น
แต่ฉันก็จะยอมรับมัน...ว่าฉันผิดที่มีส่วนทำให้เกิด

เพราะคนที่ทำอะไรไม่ผิดเลย คือ คนที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย

ไม่เคยบอกว่าตัวฉันเป็นคนดี และไม่พยายามทำตัวเป็นคนดี
ฉันเป็นแค่ฉัน แค่คนที่ไม่เบียดเบียนใครเกินความจำเป็น
ไม่พยายามสร้างตัวตนขึ้นมาบดบังตัวตนที่มีมาแต่เกิด
...และนั่นคือทั้งหมดที่ฉันเป็น