แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ puppet แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ puppet แสดงบทความทั้งหมด

๑๘.หุ่นเชิดทวิลักษณ์

รู้จัก คนที่มีลักษณะ ทวิลักษณ์ มั้ย มันเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ ที่รู้สึกขัดแย้ง...กันในความคิดของตัวเอง ในการกระทำของตัวเอง...ซึ่งมันทำให้เราสับสน กับการแยกแยะมันออกจากกันกับทั้งสองความรู้สึกที่มี

ความรู้สึกนึงมีความสุขอยู่กับสิ่งที่ได้ทำ แต่อีกความรู้สึกกับบอกตัวเองว่า นี่เรากำลังหลอกตัวเองอยู่นะ...กับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้

ทวิลักษณ์ ก็คือ คนสองบุคลิก ซึ่งอาจแสดงออกอย่างชัดเจน หรือไม่แสดงออกเลย ก็เป็นได้ หนึ่งร่างแต่เหมือนมีสองคนอยู่ในนั้น มันเหนื่อยเหมือนกันนะ กับการรับมือความรู้สึกที่แปลกแยกของตัวเอง ไม่มีความรู้สึกไหน กลัวความรู้สึกไหนเลย มันทำให้เราสับสนมาก ว่า...ควรเลือกทำอะไร ไม่ควรทำอะไร เพราะเหตุผลของทั้งสองความรู้สึกไม่ผิดไม่ถูกเหมือนกัน มีระดับความน่าเชื่อถือเท่ากัน...

แล้วความเครียดก็บังเกิด...

เหมือนกับว่าความรู้สึกทั้งสองอย่าง
กำลังจะฉีกร่างฉันให้แยกออกเป็นสองซีก
มันปั่นป่วน รุนแรง อยู่ในหัวสมอง
จนแทบอยากจะคลุ้มคลั่ง

...นี่ฉันเป็นอะไรไป

๑๗.หุ่นเชิดในโลกความจริงเสมือน

มานั่งนึกๆดูว่า ยิ่งเรียนรู้ปรัชญามากเท่าไหร่ซึมซับมันมากเท่าไหร่...ยิ่งเหมือนไม่รู้อะไรเลย ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องในอุดมคติไปหมด

มองทุกอย่าง...แปลกตาไปหมด ต้นไม้ ไม่เป็นต้นไม้อีกต่อไป แต่กลายป็นอย่างอื่น ผู้คนรอบข้าง กลายเป็นคนแปลกหน้าไปหมด ความจริง ความไม่จริง กลายเป็นเรื่องเดียวกัน

รู้แต่เพียง ตัวเองมีตัวตนอยู่จริง ณ ที่ที่ตัวเองอยู่ แต่ก็รู้สึกไร้ตัวตน เมื่อก้าวผ่านไปอีกโลกนึง โลกแห่งความจริงเสมือน...ที่สร้าง อุปทานทางสายตาทุกอย่างเป็นจริง แต่จับต้องไม่ได้...ก้าวข้ามไปไม่ได้...เหมือนทุกอย่างเป็นแค่ภาพลวงตา

มันเหมือนทำให้ตัวเราเองสร้างอีกตัวตนขึ้นมาเพราะ สภาวะที่ยอมรับตัวเองไม่ได้ หรือเกลียดตัวเอง...ในโลกแห่งความจริง ทำให้เดินหลงเข้าไปสิงอยู่ในโลกที่ไม่มีวันอยู่ได้จริง

เหมือนเวลานั่งส่องกระจกเราเห็นภาพตัวเราเอง ในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริง ขวาเป็นซ้าย ซ้ายเป็นขวา กลับด้านกันไปหมด แต่เราก็ยังเชื่อว่ามันเป็นจริง...คนในกระจกเป็นเราจริงๆ

แต่กลับไม่ใช่...สภาวะความเป็นอื่น นี้น่าสับสน และอาจ ยากเกินกว่าจะเข้าใจ สำหรับใครบางคนรวมทั้งตัวฉันเอง...ทำไมคนเราต้องสร้างอีกตัวตนเพื่อปกปิดตัวตนจริงๆของเราด้วย...

มันทำให้ฉัน กลายเป็นใคร ที่ไม่ใช่ฉัน...

๑๖.หุ่นเชิดกับความเต็มใจโง่

ข้อเสนอ ที่เราเองไม่ได้หยิบยื่นกับเงื่อนไข ที่อยู่ในข้อเสนอนั้นอาจดูเป็นทางการ...และจำเป็นต้องมีสัญญาผูกมัด

แต่หลายๆครั้งที่คนอย่างฉันทำไปโดยไม่หวังผลอะไรมากไปกว่าการที่ผู้หยิบยื่นข้อเสนอนั้นๆจะทำตามที่ตัวเขาเองได้เสนอมาบ้างนั่นเพราะเงื่อนไขในข้อเสนอเหล่านั้นฉันเต็มใจที่จะทำ และเต็มที่กับมัน

แต่กลายเป็น สิ่งที่ตอบกลับมาคือการไม่ทำตามข้อเสนอที่เขาเหล่านั้นที่หยิบยื่นให้ก็อาจใช่ ที่มันเป็นแค่สัญญาใจ ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ฉันไม่ชอบการผูกมัด ด้วยผลประโยชน์ใดๆแต่ต้องเกิดจากความเต็มใจทั้งสองฝ่ายเป็นอันดับแรกและดูเหมือนเป็นความคิดโง่ๆ ของหุ่นเชิดอย่างฉันเองที่ซึ่งสุดท้าย ก็มักลงเอยที่ 'ฉัน' ถูกหักหลัง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ฉันไม่ได้โง่หรอกนะ ที่ยอมอยู่อย่างนั้นแค่เพียงตัวฉันเอง ใช้ความจริงใจใส่ลงไปในทุกๆสิ่งที่ฉันหยิบจับหรือแตะต้อง...ฉันไม่เคยทำลายสิ่งใดก็ตามที่อยู่ในมือฉันนอกจากจะทำร้ายทำลายตัวเอง จากสิ่งต่างๆเหล่านั้น ที่อยู่ในมือฉันอยู่เยื้ยงนี้

ฉันเต็มใจ ที่จะไว้ใจ ในทุกสิ่งที่ทำผิดหวังที่ ความเต็มใจนั้น ไม่เคยเลยที่คนอื่นจะรู้สึกถึงมันและยังเรียกร้องไม่สิ้นสุด...

จะเอาอะไรกับฉันมากมายไปกว่านี้เหรอแค่ลำพังคนเชิด แกว่งฉันไปมาฉันก็เดินไม่ตรงทางอยู่แล้ว...ฉันมันก็แค่ หุ่นเชิด ตัวนึงเท่านั้นนะไม่ได้เลิศเลอมาจากสรวงสวรรค์ชั้นฟ้าที่ไหน

เห็นใจในสิ่งที่ฉันเต็มใจทำให้บ้าง...สักนิด

+
+
+
+
+
+
+
+
+
+

ได้ไหม

หรือไม่มีที่อยู่สำหรับฉันในโลกใบนี้โลกที่ชนชั้นสูง จัดสรรให้ตัวฉันเป็นได้แค่ หุ่นเชิดโง่ๆ ตัวนึง เท่านั้นเหลือพื้นที่ให้ฉันบ้างซิ

แม้ว่าพื้นที่นั้นจะเป็นแค่ที่ๆใช้วางกองฉันทิ้งไว้เฉยๆก็ตาม

๑๕.หุ่นเชิดกับบันทึกเล่มเก่า

...หากชีวิตฉันทั้งชีวิต อยู่ในสมุดบันทึกเล่มนี้
หน้ากระดาษที่มี ไม่รู้จะพอเขียนหรือไม่
และทุกหน้าที่ถูกบันทึกลงไป
ก็ใช่ว่าจะมีใครเข้าใจทุกถ้อยคำ

หนึ่งในหลายประโยค ที่อยู่ในบันทึกเล่มเก่าหน้าปกสีน้ำตาลแก่ กับหน้ากระดาษสีครีมนวลตาฉันจำได้ว่าฉันไม่ได้เป็นคนซื้อมันมาแต่ใครคนนึงให้ฉันมาฉันจำได้ว่าตอนเห็นมันครั้งแรก ฉันก็ชอบมันในทันทีด้วยขนาดรูปเล่มครึ่งนึงของกระดาษ A4หนา และเย็บสันปกอย่างดีภายในมีภาพประกอบสีน้ำพิมพ์สีอยู่เป็นระยะๆพร้อมสายคั่นหน้ากระดาษเป็นริบบิ้นสีแดงตัดปลายเฉียงที่หน้าปกมีตัวอักษรสีดำเขียนว่าWrite in the book

ตอนที่ฉันได้มาฉันพกพามันไปไหนต่อไหนตลอดเวลาบันทึกทุกสิ่งที่สนใจ ทุกถ้อยคำที่มีความหมายใส่ลงไปในนั้น...แต่แล้ววันนึงฉันก็วางมันลงไม่ใช่เพราะฉันมีสมุดบันทึกเล่มใหม่และหน้ากระดาษก็ยังไม่เต็ม...

แต่ทุกหน้าที่เหลือของสมุดเล่มนี้มันจำต้องว่างเปล่าลง เพราะสิ่งที่ฉันสนใจเพราะทุกถ้อยคำที่มีความหมาย หายไปจากชีวิตฉันมันจึงจำเป็นต้องหยุดลงตรงหน้ากระดาษเพียงครึ่งเล่ม

มันทำให้ฉันรู้ว่า...ฉันไม่จำเป็นต้องคาดเดาหรอกว่ามันจะพอเขียนหรือไม่...เพราะเมื่อสิ่งที่มีความหมายหายไปจากชีวิต ทุกอย่างก็ว่างเปล่าตลอดไปสำหรับบันทึกเล่มนั้น...

แล้วฉันก็ได้เจอสมุดอีกเล่ม หน้าปกแข็งสีขาวลายจุดดำที่บางกว่าเล่มเดิม...มีอักษรเขียนไว้ที่ปกว่าบันทึกชีวิตหมา หมาฉันเริ่มบันทึกถึงอะไรบางอย่างที่ขาดหายไปในสมุดเล่มนี้แทนเล่มเดิมเยื้ยงคำบนหน้าปก...จนหมดทุกหน้ากระดาษ

มันกลายเป็นว่า ประโยคที่บันทึกในเล่มก่อน กลับมามีความหมายในเล่มใหม่ เพราะ ชีวิตหมา หมา ของฉันตั้งแต่บางสิ่งขาดหายไป...มันบันทึกไม่เคยเพียงพอเลย
ใครจะไปเชื่อว่า สมุดแต่ล่ะเล่ม จะมีตัวตนของความรู้สึกเฉพาะตัวได้ขนาดนี้

บ่นอะไรวะเนี้ย...ช่างเหอะ...
ก็แค่ชีวิตหมา หมา ของหุ่นเชิดเก่าๆตัวนึง...

๑๔.หุ่นเชิดกับนวนิยายโรแมนติค

มีคนเคยบอกฉันว่า...นวนิยาย โรแมนติค ไม่จำเป็นต้องจบลงอย่างสวยงามเสมอไป

ฉันก็ลองมานั่งคิดว่า...เขาต้องการจะบอกอะไรกับหุ่นเชิดอย่างฉันหุ่นเชิดที่ยังคงต้องเล่นอยู่ในบทบาทที่คนบนฟ้า เขียนไว้ให้เล่นและเหมือนแทบจะไม่มีบท โรแมนติค เลยในชีวิตฉัน

จนมานึกได้ว่า โรแมนติค นั้นแปลว่า เพ้อฝัน นี่!!
และความเพ้อฝัน มักอยู่เหนือความเป็นจริง...ซึ่งดูๆไปแล้ว คำพูดที่ฉันได้ยินมา ก็อาจจะจริงที่ มันไม่จำเป็นต้องจบลงอย่างสวยงาม...

อะไรบางอย่างที่เรารู้สึกต่อมันอย่างจริงจังทั้งๆที่มันเป็นเรื่อง เพ้อฝัน มันก็มักจะทำให้เกิดอุปทานหรือนึกว่าเรื่องนั้น...สิ่งนี้เป็นจริงมันไม่ได้ต่างจากการหลอกตัวเองเลยซักนิดบิดเบือนสิ่งที่อยู่ในความเป็นจริงที่บิดเบี้ยวอยู่แล้วให้ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้น และมากขึ้นไปอีก

แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมเพี้ยนๆปัจจุบันนี้กลับเห็นว่ามันเป็นสิ่งน่าอภิรมณ์ และน่าหลงใหล

ฉันนึกย้อนกลับไปกลับมา จริงๆแล้วตัวฉันเองก็ถูกกำหนดให้เล่นบทบาทนี้มาตลอดนี่นาบทบาทแห่งความโรแมนติค ตั้งแต่จำความได้เพ้อฝัน ว่าจะเป็นแบบนั้น จะทำแบบนี้อยากมีสิ่งนั้น อยากได้สิ่งนี้ ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่าในความเป็นจริง ทุกสิ่งไม่เป็นดังที่ควรเป็นเหมือนตอนที่เรา เพ้อฝัน เลย...

มันก็ยิ่งตอกย้ำคำพูดในตอนต้นให้เห็นชัดขึ้นไปอีกแล้วทำให้พาลคิดไปว่า ทุกคนบนโลกเบี้ยวๆใบนี้โรงละครโรงใหญ่ของ ฉัน โรงนี้...ต่างก็เคยเล่นบท โรแมนติค มาแล้วด้วยกันทั้งสิ้นแล้วจะผิดหวังเสียใจกับเรื่องใดๆมากจนเกินไปทำไมในเมื่อ โรแมนติค กับ ความเพ้อฝัน คือสิ่งเดียวกันและมันไม่จำเป็นต้องจบลงอย่างสวยงามเสมอไป

สดุดีฯ แด่ ความโรแมนติค อันแสนรื่นรมณ์ที่ทำให้รู้ว่า...บางครั้ง การหลบเข้าไปอยู่ในบทบาทแห่งความโรแมนติคนั้น อาจมีฤทธิ์ แรงกว่า มอร์ฟีนที่ช่วยระงับความเจ็บปวดทางร่างกายได้เพราะมัน เป็นยาระงับความเจ็บปวดทางจิตใจที่แม้ว่าเมื่อถอดตัวเองจากบทบาทที่โรแมนติคนั้นแล้วความเจ็บปวดทั้งหลายก็ยังคงอยู่ตรงที่เดิมและอดทนรอ ให้เรา ผ่านมันไปให้ได้


โรแมนติค.........เพ้อฝัน
เพ้อฝัน.........โรแมนติค
อืมมม
+
+
+
+
+
+
+
+
+

...มีคนเคยบอกฉันแหละ
...ว่า
...นวนิยาย โรแมนติค
...ไม่จำเป็นต้องจบลงอย่างสวยงามเสมอไป

๑๓.หุ่นเชิดกับความเหงาในอณูอากาศ

ความเหงาที่ลอยฟุ้งในอากาศรอบตัวเรานี่มีมากมายซะจนหนีมันไม่พ้นแค่เพียงชั่วครู่เดียวที่ปล่อยตัวเองดำดิ่งลงสู่ความโดดเดี่ยว ความเหงาก็เข้ามาแทนที่ทันที

แต่ถึงแม้บางครั้ง...จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายก็ใช่ว่าจะสัมผัสถึง ละอองความเหงาไม่ได้และการรับรู้ถึงความเหงาที่แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนรายล้อมดาษดื่นนี้มันยิ่งเหงากว่าการอยู่โดดเดี่ยวในความเหงาเพียงคนเดียวเสียอีก

หุ่นเชิดอย่างฉันซึมซับกับละอองความเหงาเหล่านี้ดีทั้งในแง่ที่ต้องอยู่เดียวดาย และ เหงาท่ามกลางผู้คน

เวลาต้องออกแสดง ฉันทำให้ใครต่อใคร รู้สึกยินดียินร้ายตามบทบาท ณ ตอนที่ต้องแสดงอารมณ์นั้นๆแต่ในขณะเดียวกัน...ข้างในมันช่างว่างเปล่าเหมือนเครื่องจักรที่ขยับได้แต่คิดไม่เป็น...เหมือนใบไม้ที่ปลิวไปตามแรงลมแต่หารู้ไม่ว่าจุดหมายของตนอยู่ที่ใด

เวลาไม่ต้องออกแสดง ก็โดนทิ้งขว้าง วางกองไว้เฉยๆในที่เดิมๆของตัวเอง...จับจดกับความคิดที่กลับมีมากมายมากกว่าตอนออกแสดงเสียอีก

แต่...ไม่ว่าจะยังงัย ฉันก็ยังเป็นหุ่นเชิดตัวเดิมตัวที่เริ่มผุพังไปตามกาลเวลา...รอวันหมดอายุฉันจึงเข้าใจและซึมซับ ละอองความเหงาที่ลอยล่องอยู่ในอณูอาาศ ได้อย่างเต็มใจและพร้อมที่จะอยู่กับมัน...จนวันสุดท้ายของการใช้งาน

๑๒.หุ่นเชิดกับโทสะจริต

ตอนนี้หุ่นเชิด พยายามเก็บกักมันไว้เจ้าตัวโทสะ...กดมันไว้ให้ลึกที่สุด...อย่าให้มันพลั่งพลูออกมาจนเกินขอบเขตสิ่งเดียวที่ช่วยกลบเจ้าตัวโทสะไว้ได้เห็นจะมีสิ่งเดียว...นั่นคือ อดทน

โทสะจริต...ความรู้สึกอยากจะระเบิดมันออกมาให้หมดแต่ก็ยังมองเห็นถึงปลายทางแห่งจริตตัวนี้หากแม้เพียง ปลดปล่อยมันออกมาทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงในแบบถึงขั้นที่เรียกว่าพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน ได้เลยทีเดียว

หุ่นเชิดกับโทสะจริตที่มีตอนนี้เกิดจากความสับสนที่มีมากมายด้วยปัญหาหลายๆเรื่องที่มักแทรกเข้ามาในเวลาเดียวกัน จนรับมือแทบไม่ไหว ความยุ่งเหยิง ที่มีมากเหลือเกินด้วยน้ำมือของตัวเอง กับบทบาทที่คนบนฟ้า เชิดแกว่งไปแกว่งมาจน หาแก่นแท้ของตัวเองไม่เจอช่างทำให้อารมณ์ขุ่นมัวซะเหลือเกิน

อสุนีบาต ที่ฟาดผ่าลงกลางพายุแห่งอารมณ์ตอนนี้เหมือนจะปลุกให้ โทสะจริต ฟื้นคืนจากการหลับใหลจนกลัวตัวเอง เกินบรรยาย มือไม้สั่นเทาไปหมด เหมือนมองย้อนกลับไปเห็นซากปรักหักพัง...ของสิ่งที่สร้างมากับมือนั่งรอเพียง ให้น้ำตา ถาโถมชะล้างซากเหล่านั้นและรอวันที่จะสร้างสรรทุกสิ่งขึ้นมาใหม่

จะต้องรอถึงเมื่อไหร่...
จะต้องรออีกนานแค่ไหน...

หรือจนกว่า โทสะจริต จะปรากฏกายสร้างความเสียหายจนเกินคาดคะเนจนสายเกินกว่าจะยับยั้งมันได้...

๑๑.หุ่นเชิด กับ หัสนาฏกรรม

หัสนาฏกรรม...(หัด-สะ-นาด-ตะ-กัม)คำๆนี้ไม่เป็นที่คุ้นเคยนัก และสำหรับบางคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยด้วยซ้ำเพราะคำๆนี้มีโอกาสได้ใช้น้อยมากในสังคมปัจจุบันหัสนาฏกรรม...ความหมายที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงกับ โศกนาฏกรรม...(โศก-กะ-นาด-ตะ-กัม)

หัสนาฏกรรม การกล้าที่จะหัวเราะให้กับทุกสิ่ง...ศิลปะแห่งการหัวเราะที่ถ้าใช้มันดีๆ อย่างถูกต้อง และมีสติ มีกาลเทศะรู้เวลา สถานที่ และบุคคลแวดล้อมที่ควรจะมีอารมณ์หรรษาด้วยแล้ว ล่ะก็...แม้แต่คนเชิด ก็อาจกระเด็นออกไปไกลได้เหมือนกันเพราะการหัวเราะ มักทำให้ความกลัวหายไป

อีกคำที่จะตามมาหลังจากคำว่า หัสนาฏกรรม คือสุขนาฏกรรม...(สุข-ขะ-นาด-ตะ-กัม)ซึ่งหากมองผิวเผินทั้ง 2 คำ อาจไม่แตกต่าง...แต่ลองพิจารณาถึงลำดับการเกิดของ 2 คำนี้ดีๆก็จะเห็นว่า ควรมีอะไรก่อนและอะไรตามมาทีหลัง

คงไม่มีใครอยากให้ชีวิตของตัวเองกลายเป็นเรื่องราวแห่งโศกนาฏกรรม จริงมั้ย....?งั้นก็ควรพยายามที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาที่ผ่านเข้ามาคิดและหาวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีระบบ ยิ้มสู้กับมันอย่างไม่ท้อถอย...เพราะเมื่อคำตอบของปัญหา ปรากฏตัวขึ้นมันก็จะนำมาซึ่ง หัสนาฏกรรม และทำให้ชีวิตเรากลายเป็นเรื่องราวแห่ง สุขนาฏกรรม ได้ในที่สุด

หุ่นเชิดอย่างฉัน อยากให้ชีวิตเป็นแบบ หัสนาฏกรรมในแบบของฉันด้วยการพยายาม พร่ำบ่น เพ้อพกถึงความคิดเห็นส่วนตัวของตัวเอง ทำให้เหมือนตัวฉันเองได้ระบายออกถึงสิ่งที่อัดอั้น...และเก็บกักมันไว้ในรอยหยักของสมอง ซึ่งทำให้เป็นทุกข์...พยายามหามุมมองเพื่อซักวันจะสามารถเผชิญปัญหาต่างๆนาๆได้ด้วยข้อคิดในแบบของฉันเอง...แบบนี้

และฉันไม่สนหรอกนะ ว่าใครจะว่า ฉันบ้า ฉันเพี้ยนเพราะถึงฉันจะเป็นอย่างนั้นจริง...ฉันก็บ้าและเพี้ยนในพื้นที่ของฉันเองในโลกส่วนตัวของฉันเอง...
ผู้ที่หลงเข้ามาในพื้นที่ของฉันต่างหากล่ะที่ควรถามตัวเองว่า...เข้ามาเพื่ออะไร?เพื่อลองมองตาม เพื่อคัดค้านขัดแย้งหรือแค่ผ่านมาเฉยๆ...ไม่ได้สนใจอะไร(ประมาณว่า สาระของข้าคือ ความไร้แก่นสารในชีวิต ก็เรื่องคุณ)

ทุกคนล้วนมีโลกส่วนตัว...และฉันไม่แทรกแซงโลกส่วนตัวใครฉะนั้น...ก็ไม่ควรแทรกแซงโลกส่วนตัวของฉันด้วยการพยายามตัดสินว่า ฉันบ้าหรือไม่เพี้ยนรึป่าว...สติเฟื่องไปมั้ย หรืออะไรก็ตามแต่ที่พยายามจะพิพากษาฉัน...

ฉันแค่พยายามมองทุกเรื่องในชีวิตให้เป็นเรื่องชวนหัว ในโลกส่วนตัวของฉันเองเท่านั้นโลกส่วนตัวของหุ่นเชิด...ที่เกิดในยุคซึ่งผู้ใหญ่ไม่เหลียวแลและเด็กรุ่นหลังไม่เคยเห็นว่าฉันมีตัวตน...

จำไว้...ไม่มีใครสูงสุดตลอดกาลและไม่มีใครต่ำสุดตลอดไป
ยิ้มสู้...แล้วเราจะรอด

ใครอ่านจบ...ท่านสุดยอดมากที่ท่านพยายามจะรับรู้ว่าคนขวางโลกมันเป็นยังงัย...

๑๐.หุ่นเชิดกับชุดเกราะหนังมนุษย์

เราทุกผู้ล้วนเกิดมาถูกฟูมฟักเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในรูปแบบต่างๆกัน...ด้วยวิธีการต่างๆกัน...และสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน...

จนเมื่อเติบโต การเรียนรู้ทุกอย่างรอบๆตัวและประสบการณ์ที่สั่งสมมา...ก็จะหล่อหลอมความเป็นตัวตนจริงๆของเราขึ้นแต่แล้ว...เมื่อเวลาพ้นผ่านไป หลายสิ่งหลายอย่างทำให้ตัวเราต้องเก็บงำเอาตัวตนที่แท้จริงฝังไว้ข้างในแล้วหยิบจับหน้ากาก กับชุดเกราะหนังมนุษย์ที่ไม่ใช่ตัวเราขึ้นมาสวมใส่ ป้องกันตัวจากสิ่งรอบกายทาบทับร่างที่แท้จริงไว้พร้อมกับการสื่อสารกันด้วยภาษาที่ไร้ซึ่งความจริงโดยสิ้นเชิงด้วยบทบาทต่างๆนาๆที่เสริมที่เพิ่มเอาเองในรูปแบบที่ว่า...คนนึงก็พูดไม่จริง ในขณะที่ อีกคนก็ฟังไม่จริงโกหก ปลิ้นปลอน พลิกลิ้นไปมา ไม่สิ้นสุด

มิหนำซ้ำ คนเชิด ยังไม่ยินดียินร้ายในการกระทำจอมปลอมพวกนี้ กลับนั่งมอง และหัวร่องอหายกับความโสมมที่หุ่นเชิดของเขา แสดงออกมาในคราบมนุษย์ใช้ความดัดจริต ด้วยมารยาสาไถย สารพัดสารเพเล่ห์เหลี่ยม กลโกง อันน่าขยะแขยง ที่เกินจะบรรยาย ลืมว่าตัวเองเป็นใคร หลงทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนคนเฝ้าดูหน้าเวที ก็ยังเอือมระอากับสิ่งที่ตัวเราสร้าง...ที่ตัวเราก่อขึ้น

จนวันนึง เมื่อคิดจะกลับสู่ความเป็นตัวเองก็สายไปซะแล้ว...เพราะได้ทำตัวตนที่แท้จริงของตัวตกหล่นหายไประหว่างทางที่ก้าวเดินมาซะแล้วกว่าจะย้อนกลับไปเก็บ ตัวตนที่แท้จริงของเราได้ก็จวนเจียนใกล้ วาระสุดท้าย แห่งการมีชีวิต

เวลา...ของคนเรานั้น ถ้าปล่อยให้มันผ่านไปแล้วก็จะสูญเสียเวลานั้นไปเลย เรียกกลับมาไม่ได้อีกแล้วทำไม ไม่ใช้บทบาทแห่งตัวตนที่แท้จริงของตัวเองซะตั้งแต่แรก...กับบทที่มีอยู่แสดงออกสู่สายตาผู้ชมด้านหน้าเวทีแห่งโรงละครโลกโรงนี้ซะเลยล่ะ...จะนอกบทไปซะจนเสียรูปกระบวนจนบทที่คนบนฟ้าเขียนไว้ยุ่งเหยิงกระเจิงกระจาย ทำไมนี่ไม่ใช่การบอก ให้ดำเนินชีวิตไปตาม ยถากรรมแต่ทำหน้าที่ของบทบาทที่มีอยู่แล้วให้มันดีที่สุดไม่ดีกว่าเหรอ

ในเมื่อบทบาทสุดท้ายของทุกคนก็จบเหมือนๆกัน คือ
สิ้นอายุการใช้งาน...ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน ปลิวลอยไปกับสายน้ำและสายลม

๙.หุ่นเชิดเดินหลงทาง

หุ่นเชิด เดินหลงทางอยู่ระหว่างสองโลกโลกใบหนึ่งนั้น...เหมือนเวทีสี่เหลี่ยมที่กว้างใหญ่อีกโลกหนึ่งนั้น...กลับกว้างใหญ่เกินสี่เหลี่ยมของเวที

โลกใบหนึ่งนั้น...ฉันต้องโดนเชิดออกแสดงวันแล้ววันเล่าเพื่อให้ได้รู้ว่าฉันยังมีตัวตน...ในสังคมบิดๆเบี้ยวๆอีกโลกหนึ่งนั้น...ช่างเสรี ไร้ขอบเขต ล่องลอย และสวยงาม

ฉันกำลังหลงทางอยู่ระหว่าง โลกแห่งความเป็นจริงที่มีทั้งบทบาท สถานภาพ ความรับผิดชอบ และหน้าที่ทั้งหลายแหล่ ที่สังคมหยิบยื่นให้อยู่เนื่องๆกับอีกโลกที่เป็นความเพ้อฝัน เต็มไปด้วยอุดมคติที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในอีกโลกนึง...

เหมือนฉันกำลังโดนเชิด ให้เดินอยู่บนราวเชือกแห่งชีวิตที่ยาวเหยียด...ซึ่งถ้าฉันทรงตัวไม่ดี เอียงไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป ฉันก็จะตกลงมาสู่เบื้องล่างและเกิดความเสียหายขึ้นได้...

ความจริง...ความฝัน
ความฝัน...ความจริง

หลงทางซะแล้วเรา...เจ้าหุ่นเชิด ผู้โง่เขลา

๘.หุ่นเชิดกับความใจแคบที่ทุกคนต้องเจอ

ลองมานั่งคิดๆดูแล้ว ว่า...การมีคนชอบก็ต้องมีคนเกลียดและคนที่เกลียด...ก็มักจะไม่พ้นความเข้าใจผิด หรือ ความอิจฉาริษยา ในเรื่องไม่เป็นเรื่องที่เขาเหล่านั้นมีต่อตัวเรา ทั้งๆที่ยังไม่รู้จักเราด้วยซ้ำ ถ้าอย่างนั้นจะแปลกอะไรไป...หากจะโดนเกลียด!!เพราะความเกลียดเหล่านั้น มักไม่มีเหตุผลที่เพียงพอซึ่งคนที่เกลียดเรา อาจถูก กิเลส ของตัวเขาเองครอบงำและ อาจเป็นคนใจแคบ อย่างร้ายกาจ

คนเราถ้าลอง ใจแคบ แล้วละก็...อย่าไปหวังให้เขา ยอมรับฟังอะไรเลย...ไม่มีทางแค่เห็นก็ตัดสินแล้วว่าเรา เป็นแบบนั้นแบบนี้มีโลกทัศน์ที่แคบ และตีบตัน โดยสิ้นเชิง กล่าวหาและโทษผู้อื่น ด้วยคำพูด ด้วยวาจาที่ร้ายกาจซึ่งเขาอาจมองว่า เป็นแค่คำธรรมดาๆที่เขาใช้ทุกวี่วัน

มันก็แน่ล่ะ...ก็เพราะความที่เขาใช้วาจาถากถางผู้อื่นทุกวี่วัน ด้วยความใจแคบ และมีตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของทุกสิ่ง...ก็ย่อมทำให้ลักษณะทางพฤติกรรมของเขาเป็นเช่นนั้น...

มีคนชอบก็ต้องมีคนเกลียดมีคนชอบหนึ่งคน ก็อาจมีคนเกลียดเป็นหมื่นเป็นแสนสัจธรรม แต่โบร่ำโบราณ...ก็เข้าใจอยู่และการอโหสิกรรม คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
และที่สำคัญ...อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้ว่า...ทุกคนในโลกนี้ ล้วนแตกต่างกันในความคิด...ในความรู้สึก...หรือแม้กระทั่งการอบรมเลี้ยงดูรวมถึงสภาพแวดล้อม...และปัจจัยอีกหลายอย่าง จนบางครั้งบางทีก็ทำให้พาลคิดไปว่า...

การศึกษา ในปัจจุบัน ก็ไม่ได้ช่วยยกระดับจิตใจและความคิดของผู้ที่ศึกษาหาความรู้นั้นๆ...เลย

๗.หุ่นเชิดไม่มีสิทธิ์เชิดหุ่น

หุ่นเชิด จะมีสิทธิไปเชิดหุ่น ได้ยังงัย

ในหลายๆครั้ง ใครบางคนที่วนเวียนในชีวิตฉันก็เหมือนว่าจะโดนฉันเชิดให้เล่นไปตามบทบาทที่ฉันร่วมแสดงอยู่ด้วย...แต่หากมองดีๆ หุ่นเชิดอย่างฉันจะมีสิทธิ์อะไรไปเชิดหุ่นอีกตัวในบทละครชีวิต ที่แสดงบนเวทีโรงละครโลกแห่งนี้ต่างคนต่างโดนเชิด โดนชักใยไปในรูปแบบต่างๆกัน จากคนเชิดคนละคนกันจากบทแสดงคนละเรื่องกันด้วยบุคลิกที่ต่างกัน

เป็นแค่เพียงความบังเอิญในบทบาทเท่านั้นที่ทำให้...หุ่นเชิด ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปต้องมาร่วมกันแสดงในฉากนั้นๆ ที่คนบนฟ้า เขียนกำกับไว้
หุ่นเชิดอย่างฉันไม่มีสิทธิ ไปเชิดหุ่นตัวใดในโลกแต่มีสิทธิที่จะพบพานรู้จักหุ่นอีกตัวหรือหลายตัวที่บังเอิญ คนบนฟ้าเขียนใส่ไว้ในบทให้พบเจอจนกว่าบทที่เขียนไว้จะสิ้นสุดลง...

แล้วความห่างไกลก็บังเกิดขึ้น...ความเดียวดายก็กลับมาเยือนอีกครั้งจนสุดท้าย ก็จะเหลือเพียงฉัน ที่ผุพังไปตามกาลเวลาและเหลือเพียงตัวตนของหุ่นเชิดตัวนั้นๆที่จะผุพังไปตามกาลเวลาอย่างเดียวดายเช่นเดียวกัน...

คิดอยากเป็นคนเชิด...ต้องไม่โดนเชิดแต่ถ้ายังโดนเชิด ก็อย่าริอ่านไปเชิดคนอื่น
ก็เท่านั้น...

๖.หุ่นเชิดกับการเผชิญหน้ากับอีกด้านของตัวเอง

การเผชิญหน้ากับอีกด้านนึงของตัวเองมักเป็นอะไรที่สุดจะคาดเดาเราไม่อาจรู้ว่า...อีกด้านของตัวตนของเราเองลึกๆแล้วจะแตกต่างจากที่เรากำลังเป็นอยู่มากน้อยแค่ไหน

ในสังคมโลกใบนี้...เวลานี้ ณ ปัจจุบันกาลมีมากมายนับร้อยนับล้านสิ่ง นับหมื่นนับพันเรื่องราวที่ทำให้เกิดการแข่งขัน แต่ทุกอย่างจะมีความหมายอะไรหาก เพียงการแข่งขันเดียว ในโลกนี้ไม่เกิดขึ้นนั่นคือ การแข่งขันกับตัวเอง

การแข่งขันและกล้าที่จะเผชิญกับอีกด้านนึงของตัวเองนั่นหล่ะ คือ สงครามที่ยิ่งใหญ่เหนือ สงครามใดๆ เหนือการแข่งขันใดๆ และเหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะการแข่งขันกับตัวเองนั้นมักทำให้เราตระหนักได้ดีที่สุดว่าเราบกพร่องตรงไหน...ควรแก้ไขอะไรหรือหลีกเลี่ยง และจัดระเบียบตัวเองยังงัย

ดังนั้นในความคิดที่จะแข่งขันกับคนอื่นควรหันมา ใคร่ครวญ มองดูตัวเองเริ่มต้นแข่งขันกับตัวเอง และ เอาชนะตัวตนอีกด้านนึงที่ไม่ดีให้ได้...ก็คงเป็นการดีกว่ามัวนั่งอิจฉากันจ้องจะอยากได้อยากมีในสิ่งที่ตนไม่มีแข่งขัน ด้วยเล่ห์เหลี่ยม อุบายสารพัดเพียงเพื่อให้ชนะ ให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ

๕.หุ่นเชิดกับพื้นที่ของโรงละครโลก

เมื่อนั่งนึกถึงความกว้างของโรงละครโลกแห่งนี้มันทำให้ หุ่นเชิด อย่างฉัน...เป็นเหมือนผงฝุ่น...ในแดนสนธยา อันกว้างใหญ่ที่เพียงแรงลมพัดเบาๆ ฉันก็อาจปลิวล่องลอยไปตามแรงลมนั้น...และตกลงในที่ๆแรงลมหยุด ซึ่งหารู้ได้ไม่ว่าเป็นที่ใด...

เวทีของโรงละครโรงนี้ ช่างกว้างใหญ่ไพศาลซะเหลือเกิน ที่ฉันจะเดินจากฟากหนึ่งของขอบเวทีที่ฉันอยู่ ไปยังอีกฟากที่อยู่ตรงข้าม....ซึ่งไกลสุดลูกหูลูกตา หากเพียงแต่ สิ่งที่ติดตัวมา ที่เรียกว่า ความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการนั้น...กลับเดินทางได้เร็วกว่าแรงลมพายุใดๆ เร็วกว่าสิ่งที่วัดได้ด้วยระยะทาง และเหนือกาลเวลา

เพราะจินตนาการและความใฝ่ฝัน ที่ตัวฉันมีนั้น กว้างใหญ่กว่าโรงละครโลก โรงนี้ซะอีก...

ฉันจะไม่รอคนบนฟ้า...ชักใยนำพาฉันไปจนถึงอีกฝั่งของเวทีหรอกนะ เพราะเขา...ผู้นั้น อาจชักพาฉันเดินเป๋ไปเป๋มา จนมองไม่เห็นอีกฟาก หรือถูกเบี่ยงเบนจุดหมายปลายทางไป แต่...ฉันจะไปด้วยตัวของฉันเอง แม้ต้องคืบคลานไปอย่างเชื่องช้าดังหอยทากหรือไส้เดือน อย่างน้อย จุดหมายของฉันก็คืออีกฝั่งที่จะไม่โดนเบี่ยงเบนให้ไขว้เขว่...ไปตามทิศทางที่ คนบนฟ้าชักพา

หากเพียงแต่บางสิ่งบางอย่าง จำเป็นต้องรอเวลาที่สุกงอมเท่านั้น...และเตรียมพร้อมในสิ่งที่ตัวเรามี ไว้สำหรับทุกอย่าง เมื่อโอกาสและเวลาเดินทางมาประจวบเหมาะฉันจะพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งด้วยแรงสร้างสรร และพลังทีสั่งสมมา
ฉันจะเตรียมตัวไว้รอเวลานั้นอย่างตั้งใจและมุ่งมั่น เพื่อสักวัน หุ่นเชิดอย่างฉัน จะกลับกลายเป็น มนุษย์อย่างเต็มตัว...ด้วยตัวฉันเอง

อีกครั้ง...

๔.หุ่นเชิดกับความขี้เล่นของคนบนฟ้า

นึกจะวางฉันทิ้งไว้มุมใดมุมนึงของโรงละคร ก็เล่นไม่สนใจฉันเลย นึกจะหยิบจับฉันขึ้นเชิดออกแสดง ก็เชิดจนไม่ยอมวาง

ความขี้เล่นของคนบนฟ้านี่แปลกเนอะ สนุกจนลืมไปว่า ความรู้สึกนึกคิดของหุ่นเชิดอย่างฉัน ยังคงเป็นของฉันอยู่ แต่เพราะคนบนฟ้าขี้เล่นซะจนพยายามโยงใยตัวฉันให้เดินไป จนเหมือนเป็นไปอย่างที่ฉันคิด ฉันรู้สึกให้ฉันสับสน ว่าสิ่งที่ฉันทำอยู่ ฉันทำเอง ไม่ได้เกิดจากการเชิดของท่าน

ทำให้ฉันลืมตัวไปว่าเส้นสายที่เชื่อมต่อแขนขา ของฉันยังคงมีอยู่ และมันทำให้ฉัน...ทั้งหัวเราะและร้องไห้ไปได้ในคราวเดียวกัน...ความขี้เล่นของท่านนี่ สุดยอด จริงๆ

สักวัน...ฉันจะดึงสายที่โยงตัวฉันออก แล้วลุกขึ้นยืนและเดินด้วยตัวเองให้ได้ เขียนบท และแสดงด้วยตัวของฉันเอง เพราะตอนจบของละครเรื่องยาวเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้น...การหมดอายุใช้งานของตัวฉันเอง...

เพราะในโลกนี้...ไม่มีอะไรที่ไม่หมดอายุ
เพราะในโลกนี้...ไม่มีอะไรตลอดกาล

๓.หุ่นเชิดกับความสับสน

ในโลกที่ฉันเกิดมา...ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่เคยมีแม้บ้านที่เป็นของตัวเอง ย้ายไปเรื่อยๆตามที่ต่างๆครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่จำความได้...

ฉันพยายามที่จะไม่โทษถึงต้นสายแห่งตระกูลฉัน...ที่เหลือไว้ให้ฉันได้ใช้เพียงแค่ นามสกุล กับความไม่เท่าเทียมกันในวงศาคณาญาติ การดูถูกกันเองของวงศ์วานในรุ่นก่อนๆ ที่เกี่ยวพันต่อมาถึงรุ่นฉัน...

ฉันก็พยายามให้ได้มีเหมือนคนอื่นๆ ในเหล่ากอที่ใช้ สกุลเดียวกันแล้ว แต่ตัวฉันดันเกิดมา โง่ ในเรื่องอื่นๆทั้งหมด ยกเว้น การวาดรูป สิ่งเดียวที่ได้รับพรมาจากเบื้องบน คือสองมือที่สามารถสรรสร้างภาพวาด ออกมาในแบบที่ฉันพึงประสงค์ได้

แต่...พรนี้ฉันใช้มันได้ไม่เต็มที่เลย เพียงเพราะเงื่อนไขแวดล้อมทางสังคมในชีวิต เพียงเพราะเหล่าทฤษฎีและตัวหนังสือ กับตัวเลขที่มีจุดทศนิยม กักกันมันเอาไว้ โลกแห่งการแก่งแย่งแข่งขันต่างๆนาๆ ที่ด้วยความเป็นจริง ตัวเลขกับตัวอักษรทั้งหลาย ไม่ได้ช่วยให้ตัวฉัน...อยู่รอดมากเท่าที่ควร ไม่ได้ช่วยให้ครอบครัวฉัน เป็นสุขได้เลย และไม่ได้ทำให้ฉันได้ใช้พรจากเบื้องบนอย่างที่ตัวฉันมีได้มากอย่างใจต้องการ...และทุกอย่างก็ต้องถูก กดไว้ เก็บมันไว้ พูดไม่ได้ มันทำให้พฤติกรรมหลายอย่างของฉันเต็มไปด้วยความลับ...ที่เผยไม่ได้ เต็มไปด้วยคำถามจากผู้คนรอบข้างที่สงสัย ในสิ่งที่ฉันเป็นอยู่ ดำเนินอยู่ที่ฉันเองเอ่ยปากตอบไม่ได้...

ไม่ใช่เพราะ เขินอาย ไม่ใช่ว่า ร้ายแรง แต่ฉันคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ใครๆต้องรับรู้ใส่ใจ หรือเป็นเดือดเป็นร้อนแทนตัวฉัน หลายคนพยายามเค้นหาคำตอบจากฉัน แต่ที่ได้กลับไปคือความว่างเปล่าในคำตอบ ไร้ความกระจ่างใดๆ ไร้เหตุผลที่จะอธิบาย

ถามตัวเองหลายต่อหลายครั้งว่า ถ้าความทรงจำทั้งหมดหายไปเฉยๆ พร้อมกับความลับที่เก็บไว้คนเดียวมานาน ตื่นขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่ไม่มีความทรงจำใดหลงเหลือแล้วเริ่มต้นใหม่จาก ศูนย์ จะเป็นอย่างไร ชีวิตจะสรรหาและได้ใช้พรจากคนเบื้องบนอยู่หรือไม่ ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาจะดูแปลกตาไปจากเดิมมั้ย

อยากรู้คำตอบของคำถามเหล่านี้จังเลย

สับสน ว้าวุ่น กังวลไม่หยุดหย่อน รู้ว่ามีคนที่อาจลำบากกว่า คิดมากกว่า หรือลึกซึ้งกับความลำบากต่างๆนาๆมากกว่าฉัน แต่ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะคิดไม่ใช่หรือ...ถึงสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเป็นทุกข์ในตอนนี้ และหนทางเดียวแห่งความรอดพ้นทุกข์นี้ที่เห็นแสงฉายส่องเพื่อให้เดินมุ่งไป คงมีแค่ ธรรมฺ เท่านั้น

นานแค่ไหนแล้วนะที่ฉันลืมคำสอน ขององค์มหาบุรุษผู้ฝากความรู้อันเป็นจริง และประเสิรฺฐยิ่งแก่มวลมนุษยชาติไว้ในโลกใบนี้เมื่อ 2,500 กว่าปีล่วงมาแล้ว
ก็เรายังใช้ พุทธศักราช กันอยู่มิใช่ฤา...

๒.หุ่นเชิดที่คนบนฟ้าไม่สนใจ

อยากเขียนอยากบอกทุกรายละเอียดความเป็นตัวฉัน แต่ทุกครั้งที่คิดเริ่มจะเขียนนั้น รายละเอียดของตัวฉันก็ค่อยๆจางหายไปทุกที

อยากเล่าทุกความเป็นไป...ทุกย่างก้าวที่เดินบนเส้นทางของฉันแต่ทุกครั้งที่อยากบอกใคร ก็เหมือนว่าทุกคนรอบกายจะหายไปกันหมด หรืออาจเป็นเพราะตัวฉันที่หลบลี้หนีหน้าใครต่อใครไปเอง

ก็เพราะตอนนี้ตัวฉันเองรู้สึกสับสน กับชีวิตของตัวเองมากมายในทุกเรื่อง ทุกอย่าง กลายเป็นหุ่นเชิดแห่งโรงละครโลกที่ถูกทิ้งไว้ในกล่องเก็บของ ภายในโรงละครโรงใหญ่แห่งนี้

อยากเดินได้ด้วยตัวเอง มีชีวิตจิตใจและหัวใจที่แข็งแกร่ง แต่ตอนนี้ ไร้เรี่ยวแรง นั่งนิ่งในความคิด วกวนของตัวเอง ในความฟุ้งซ่านของตัวเอง อยู่หลังโรงละครโลกที่ไม่มีใครสนใจ ก็ฉันเป็นแค่ หุ่นเชิดแห่งโรงละครโลกตัวเก่าที่เริ่มผุพังไปตามกาลเวลา...ก็เป็นได้แค่นั้น...

หุ่นเชิด...ของคนบนฟ้า ที่ตอนนี้เขาไม่สนใจฉันอีกแล้ว

๑.หุ่นเชิดแห่งโรงละครโลก

พยายามจะเข้าใจตัวเองไปถึงสาเหตุอะไรบางอย่าง ที่ทำให้ตัวฉันเป็นฉัน...และพฤติกรรมหลายอย่างที่ฉันมีความขัดแย้งหลายอย่างในตัวเองเช่นสิ่งที่ชอบทำ กับสิ่งที่ทำอยู่สิ่งที่กำลังคิดในขณะที่ กำลังปฏิบัติงานอย่างอื่นอยู่ มันทำให้ตัวเองไม่มีสมาธิเอาซะเลย

แล้วปัญหามันก็เกิดขึ้นตรงที่ว่า...ใครหลายคนพยายามที่จะเข้าใจในตัวฉันแทนฉันเองแต่ในเมื่อตัวฉันเองก็ยังให้คำตอบตัวเองไม่ได้แล้วจะมาพยายามเข้าใจฉันทำไมพยายามตัดสินพิพากษาฉันทำไม...คิดว่านี่เป็นเกมส์เหรอ ชอบทำให้ชีวิตเหมือนเกมส์เหรอ

หลังจากที่พินิจพิจารณาตัวเองในระดับนึงก็มาตระหนักว่า...ไม่มีใครเข้าใจในความเป็นฉันได้หรอกเพราะฉันก็ยังไม่สามารถ...หลายๆอย่างที่ฉันพูดและแสดงออกต่อผู้คนรอบข้าง เพื่อนฝูง หรือคนรู้จักสรุปสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครเข้าใจจริงๆว่าฉันเป็นอะไร คิดอะไร หรือจะทำอะไร ไม่ใช่ว่าต้องการคนเข้าใจ...แต่ตรงกันข้าม...ไม่อยากให้ใครมาเข้าใจ มันเหนื่อยนะ...กับการพยายามเข้าใจใครบางคนอย่างฉัน...

ประโยคคำพูด วิธีการคิดการเขียนไม่ได้หมายความว่า...ฉันต้องเป็นแบบนั้นการรับรู้ถึงสิ่งที่ฉันพร่ำบันทึกไม่ได้หมายความว่า...รู้จักตัวตนของฉัน
อย่าพยายามอ่านฉัน...อย่าพยายามวิเคราะห์ฉัน...เพราะวันนึง...ในท้ายที่สุดฉันก็ต้องหายไป...และความทรงจำที่มีถึงฉันก็จะค่อยๆลดลงจนไม่เหลืออะไรเลย ในที่สุด...ให้ฉันเป็นอะไรก็ได้...เพราะนั่นไม่ได้หมายความว่าฉันสูญเสียความเป็นตัวเองไปแต่ฉันก็พร้อมจะเป็นให้...เป็นหุ่นเชิด ในโรงละครโรงใหญ่ที่ชื่อว่า โลก ให้

เอาซิ ใส่บทบาทให้ฉัน...
เอาซิ เชิดฉันไปในแบบที่ต้องการ...
เอาซิ คิดแทนฉัน...
เอาซิ ตอบคำถามที่เป็นของฉันแทนตัวฉัน...

เชิญ...