เริ่มเข้าสู่ ปลายหน้าฝน ต้นหน้าหนาว
ก็ถึงคราว ฤดูกาล ผ่านผันเปลี่ยน
ความเจ็บปวด ที่รวดร้าว ก็หมุนเวียน
เริ่มสับเปลี่ยน สู่กาลหลัง ครั้งผ่านมา
ในหน้าหนาว ฤดูหนึ่ง ของปีนั้น
ที่ตัวฉัน ไม่มีเธอ กอดรับหนาว
นั่งมองฟ้า ที่โปร่งปลอด นอนนับดาว
นึกถึงคราว ครั้งยังคง อยู่ข้างเธอ
แต่หนาวนี้ หนาวที่สี่ ที่เธอจาก
หนาวที่พราก ตัวเธอไป ไกลห่างฉัน
เริ่มไม่ชอบ พิศมัย ในหนาวนั้น
เพราะว่ามัน เป็นฤดู ที่คู่เมิน
ใครมีรัก ในหนาวนี้ ขอรักษา
อย่านำพา ซึ่งสิ่งหมอง ให้ต้องเหงา
อย่าให้หนาว มาพัดพราก ให้หมองเศร้า
จงดูแล คำว่า'เรา' ให้เนิ่นนาน
เพราะเวลา กอดตัวเอง กับความหนาว
มันช่างเศร้า มันช่างเหงา ในดวงจิต
มันช่างดู รอบกายหม่น ให้นอนคิด
ว่าชีวิต ที่ไร้คู่ ดูเดียวดาย
ใครมีรัก จงรักษา อย่าเมินหมาง
จนถึงทาง ที่รักร้าว เกินประสาน
เมื่อไม่มี คนให้รัก อยู่เนิ่นนาน
อาจจะพาล กลายเป็นคน ที่ชินชา
ฉันก็เป็น ที่เริ่มชิน กับความเหงา
อยู่คนเดียว แบบเปลี่ยวเปล่า ไม่หวั่นไหว
วันๆบ่น ถึงแต่คน ที่จากไป
แต่ไม่ใช่ ว่ายังคอย ให้หวนมา
เพียงฤดู วนมาถึง อีกหนึ่งหนาว
จึงบ่นพูด ถึงความร้าว และย้ำไว้
พูดถึงสิ่ง ที่ฉันดู แลมิได้
จนความรัก ต้องจากไป ไกลสุดตา
กลอนปลายฝนต้นหนาว
ครั้งหนึ่งนั้น
ครั้งหนึ่งนั้น เคยได้รัก เคยได้เพ้อ
ถึงตัวเธอ ที่ฉันรัก ที่ฉันหลง
ทุกสิ่งอย่าง เพื่อให้รัก ได้อยู่คง
ไม่ลดลง ให้เพิ่มเติม ทุกวี่วัน
ครั้งหนึ่งนั้น เคยโอบกอด ในอ้อมแขน
ไม่ดูแคลน ได้เชิดชู ดูสดใส
แล้ววันหนึ่ง ทุกสิ่งพลัน มลายไป
เมื่อเธอหาย จากฉันไกล ไม่ใยดี
แค่คำกล่าว คำบอกลา ไม่ถึงหู
ปล่อยฉันอยู่ เพียงลำพัง ให้สับสน
จำกล้ำกลืน สถานะ ไร้ตัวตน
กลายเป็นคน ที่เคว้งคว้าง อย่างดายเดียว
ทศวรรษ แห่งรักเรา กลับไร้ค่า
เพียงเพราะว่า ในใจเธอ หมดรักฉัน
แต่ฉันว่า คนเรานั้น เลิกร้างกัน
ใช่หมดรัก หรือเปลี่ยนผัน ไปแห่งใด
เพราะไม่รัก ตั้งแต่เริ่ม เดิมคบหา
ใช่หมดรัก แล้วจึงลา พาห่างหาย
ไม่ได้รัก แต่แรกพบ ด้วยหัวใจ
แค่เพียงบอก รักส่งไป ไม่จริงจัง
หากฉันเป็น คนที่เธอ รักไม่ได้
ก็ไม่ขอ เป็นอะไร เลยดีกว่า
เก็บใจเธอ ไว้ให้ใคร ที่เธอหา
ที่เธอว่า คนนั้นใช่ ได้ใจเธอ
ทิ้งฉันไว้ ในความเหงา เศร้าทรวงอก
แม้นสะทก สะท้านเหลือ จะทนฝืน
ปล่อยให้ฉัน จำจมดิ่ง ความกล้ำกลืน
อย่ามาสน ทำเป็นชื่น เช่นเพื่อนกัน
รับไม่ได้ เพราะฉันเริ่ม ด้วยความรัก
ใช่เพื่อนรัก ที่ทักทาย คลายสงสัย
แต่เธอเป็น ดังคนรัก ไม่ห่างกาย
ให้เคลื่อนคล้าย กลายเป็นอื่น นั้นเกินทน
เมื่อไม่รัก ไม่จำเป็น ต้องถนอม
ให้ยิ่งตรอม ให้ยิ่งตรม ที่เปลี่ยนผัน
ตัดใจเลย อย่าใช่คำ ว่าเพื่อนกัน
ไม่มีวัน ที่ถดถอย คล้อยตามเธอ
ให้เธอได้ คนที่เธอ คิดว่าใช่
อย่าหักหาญ ด้วยน้ำใจ เช่นกับฉัน
หากเธอคิด จะใช้รัก เปลืองไปวัน
อีกไม่นาน คงจบกัน ดังผ่านมา
จะรักใคร รักให้แน่ อย่าแชเชือน
อย่าใช้คำ กลายเป็นเพื่อน เลือนสัมพันธ์
จะรักใคร รักให้แน่ อย่าแปรผัน
ใช่ใช้คำ ว่าเพื่อนกัน แล้วจากลา
อวยพรให้ เธอได้เจอ ใครคนนั้น
ที่รักกัน ด้วยจริงจัง ไม่กังขา
ไม่พบพาน อย่าได้เจอ การเลิกลา
เจอรักแท้ ที่ค้นหา พาสุขใจ
แต่ไม่ได้รักตั้งแต่แรกเริ่มแล้วต่างหาก
ไร้สถานะในใจเธอมาเกือบครบ 4 ปีแล้วนะ
ป่านนี้เธอคงอยู่ในอ้อมแขนของใครที่ไม่ใช่ฉัน
น้ำตาแห่งความเสียใจหมดไปนานแล้ว
เหลือก็แค่ความทรงจำช้ำใจ
ที่ยังเป็นรอยฝังแน่นอยู่ในภาชนะบรรจุอดีต
...ก็เท่านั้น
รักษา รัก
รักหล่อเลี้ยง ดวงฤทัย ให้ชุ่มชื่น
รักทำให้ ตัวเราตื่น จากฝันร้าย
รักใช่เพียง แค่มีคน ที่ข้างกาย
แต่รักต้อง ให้หัวใจ ใกล้ชิดกัน
สองเป็นหนึ่ง เฝ้าอิงแอบ แนบชิดใกล้
รวมดวงใจ เฝ้าดูแล อย่างแข็งขัน
คอยถนอม ซึ่งความรัก กันและกัน
ไม่แปรผัน กลายเป็นรัก มิรู้ลืม
ใจสองใจ ต่างที่ ต่างทางมา
ลิขิตพา ให้มาคบ พบกันได้
เฝ้าเพียรถาม เฝ้าคอยบอก รักหมดใจ
อย่าให้ใคร ต้องหมางเมิน เกินทานทน
ความรู้สึก อารมณ์รัก นั้นบางเปราะ
เพียงกระเทาะ อาจแตกหัก เกินประสาน
จงดูแล รักษา รัก ให้เนิ่นนาน
ใช่คอยผลาญ อารมณ์ใจ มิใยดี
ฤดูหนาว
ฤดูกาล แห่งความหนาว ก้าวมาเยือน
ฤดูเหงา ตามคล้อยเคลื่อน ให้สับสน
ฤดูใจ ถวิลหา ใครสักคน
คอยปลอบโยน ให้หัวใจ ยามสิ้นแรง
สายลมหนาว พาดพัดผ่าน กายหนาวสั่น
ฤทัยพลัน ถึงทอดถอน ให้อ่อนไหว
หนาวทั้งกาย ลึกถึงทรวง ทุกห้วงใจ
แลหาใคร เคียงข้างกาย คลายทุกข์ตรม
อุ่นใดเล่า เท่าอุ่นกาย ได้ใกล้ชิด
แนบดวงจิต ชิดใกล้ ไม่ห่างหาย
อุ่นใดเล่า จะเทียบเท่า กายห่มกาย
อุ่นมิคลาย ใต้จันทรา ฟ้ากว้างไกล
หากตอนนี้ มีเพียงเธอ อยู่แนบชิด
แม้นความคิด ที่สับสน คงพ้นหาย
ในอ้อมกอด มีเพียงเธอ คงผ่อนคลาย
หยุดเวลา ความเหงาใจ หยุดแค่เรา
มือสัมผัส ความอบอุ่น ละมุนรัก
ตาประจักษ์ ความลึกซึ้ง สื่อความหมาย
สองแขนโอบ เคล้าคลอ พนอกาย
สองจิตใจ เพ้อพันผูก เป็นหนึ่งเดียว
อยากเป็นดาว กะพริบพราว บนฟากฟ้า
เคียงจันทรา แสงนวลผ่อง ให้ต้องเหลียว
ให้รู้ว่า อยู่เคียงเธอ ไม่โดดเดี่ยว
คงไม่เปลี่ยว เพราะระยิบระยับตาม
หากแต่เพียง หนาวนี้ ไม่มีรัก
ให้ประจักษ์ ถึงวาจา ได้ว่าหวาน
ไม่พบพาน ซึ่งความรัก แสนเนิ่นนาน
ไม่พบพาน ความลึกซึ้ง ให้ตรึงใจ
จำต้องอยู่ เพียงลำพัง กับลมหนาว
จำต้องกลาย เป็นดวงดาวที่อับแสง
จำต้องฝืน จำอดทน แม้อ่อนแรง
จำสิ้นแสง ร่วงหล่นลง บนผืนดิน
กลายเป็นเศษ ผงธุลี ที่ไร้ค่า
แหงนมองฟ้า หาแสงจันทร์ ให้ส่องฉาย
แต่ตอนนี้ กลายเป็นดิน สิ้นแสงไป
ดวงหทัย ให้เศร้าหมอง ตรอมทุกข์ตรม
ฤดูฝน
ยามสายฝน ลงปรายโปรย โรยร่วงมา
ประหนึ่งว่า หยดน้ำตา ฉันรินใหล
เสียงหยาดฝน กระทบร้าว ถึงทรวงใน
ให้สั่นไหว โหยและหา อุราตรอม
ฝนยามเช้า ดูช่างเหงา แลเศร้าจิต
ให้นึกคิด ถึงคนไกล ใจห่วงหา
กลัวคนดี ที่อยู่ไกล และห่างตา
จะร้างลา หายห่างไป มิใยดี
ฝนยามบ่าย ดับไอร้อน เพียงผ่อนตัว
แต่ในขั่ว หัวใจหม่น ฤทัยหมอง
มองรอบกาย ไร้เธออยู่ ให้สมปอง
ไร้ทำนอง รักขับขาน ให้ชื่นใจ
ฝนยามค่ำ ซ้ำลมพัด กัดฟันหนาว
มิเห็นจันทร์ ดาราพราว ที่ส่องแสง
ความมืดมิด ปกคลุมใจ จนอ่อนแรง
พาใจแล้ง แห้งระโรย ระรินลาน
หรือฟ้ารู้ ว่าฉันอยู่ เพียงดายเดียว
ให้ฝนหลั่ง ลงมาเหลียว แลมองหา
ร้องไห้แทน ที่ตัวฉัน เหงาอุรา
ร่ายฝนมา ช่วยโลมล้าง ให้รื่นใจ
สายฝนพรำ ทำให้คิด ถวิลหา
ถ้อยคำพา ทำนองกลอน ร่อนขับขาน
ให้เสียงใจ ดังถึงสรวง ชั้นวิมาน
ไปบอกเล่า และกล่าวขาน ให้ถึงเธอ
ฤดูร้อน
แสงอาทิตย์ สาดส่อง หามองเห็น
ความเงียบเหงา ความเดียวดาย ช่างคล้ายเป็น
เปรียบดังเช่น ความรักแล้ง แห้งเฉาตาย
เสียงนกร้อง ก้องฟ้ากู่ ดูสดใส
แต่ดวงใจ กลับห่อเหี่ยว เพราะเปลี่ยวเหงา
วันคืนผ่าน เปลี่ยนพ้นไป ใจยังเศร้า
ให้แผดเผา ฤทัยหมอง ต้องเดียวดาย
หากตอนนี้ ได้มีเธอ เคียงคู่คิด
แนบดวงจิต ชิดใกล้ ไม่ห่างหาย
คงเหมือนดั่ง สายธารโถม ชโลมใจ
ดุจฟ้าใหม่ ดูสดใส สว่างตา
แต่แม้นมอง ไปหนใด ไร้คนรัก
ให้ประจักษ์ แก่ฤทัย คลายหมองเศร้า
อยู่แค่เพียง แค่ตัวเรา เราและเรา
ให้เงียบเหงา เฉาตาย ใต้ฟ้าเอย
แรงเฉื่อยของความรัก
ใครหลายคนรักแล้ว แรกเริ่ม ก็มีแรงผลักดันให้ทำอะไรต่อมิอะไรมากมาย จนดูเหมือนทุกสิ่งที่ทำ แค่ เธอ กับ ฉัน เท่านั้น
แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป แรงผลักดันต่างๆนั้นก็ลดน้อยถอยลง เหมือนมีแรงต้านอย่างอื่น มาทำให้เราต้องกระเด้งกระดอนไปที่อื่น จนลืมว่ามี เธอ...
พอนานวันเข้า แรงผลักดันก็กลายเป็นแรงเฉื่อย เฉยชา ใส่กัน ไม่กระตือลือร้นที่จะรักกันเหมือนแรกเริ่มปล่อยให้ความรัก ดำเนินไปตาม ยถากรรม
ล่วงเลยไป จนแรงเฉื่อย หมดลง แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็หยุดนิ่ง ทั้งความรัก ความเอาใจใส่ อย่างที่คนรักควรจะทำเมื่อแรงหมดลง ทุกสิ่งก็จบลง...ไปด้วย
หากข้าพเจ้าจะเปรียบ ความรักเหมือนการปั่นจักรยาน...จะผิดมั้ย ที่บางครั้ง ทางที่เราปั่นไป มีทั้งทางขึ้นที่สูงชันและทางลง ที่ลาดชัน...
เมื่อต้องปั่นขึ้นทางที่สูงชัน แรกเริ่ม ดั้นด้นปั่นอย่างไม่ลดละ เพื่อขึ้นไปให้ถึงจุดหมาย พอถึงจุดหมาย แรงที่ใช้ปั่นก็แผ่วลงจนราบเรียบ...ไม่ต้องพยายามมากนัก แต่ยังต้องปั่นเพื่อเดินหน้าแต่พอนานเข้า ทุกสิ่งเหมือนทางลงที่ลาดชัน ไม่ต้องปั่น มีแต่คอยเบรคเพื่อชลอ จนบางทีหยุดนิ่ง หรือบางคน ปล่อยให้มันดิ่งลงเร็วเกินกว่าจะควบคุมได้ สุดท้าย ก็...หยุดไม่อยู่
ความรัก...ควรมีแรงผลักดันด้านอารมณ์อยู่เนืองๆเพราะมันทำให้เรารู้ว่า เราควรดำเนินความรักไปอย่างไรไม่ใช่ ปล่อยให้มันกลายเป็นแรงเฉื่อย ที่สุดท้ายหมดลงอย่างที่ไม่ควรจะเป็น...
วันที่บอกรักครั้งแรก...จำได้มั้ยว่า เลือดสูบฉีดเข้าออกที่หัวใจแรงขนาดไหนจำมันไว้ซิ...อย่าให้ความเฉยชา กลายเป็นสิ่งอุดตันเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจจนทำให้มันหยุดเต้น...
สองเป็นหนึ่ง เฝ้าอิงแอบ แนบชิดใกล้
ใจสองใจ ต่างที่ ต่างทางมา
ความรู้สึก อารมณ์รัก นั้นบางเปราะ
ความจริง
ความเป็นจริงในชีวิตบางครั้งมันดูเพี้ยน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนผิดเพี้ยนไปจากที่หวังผิดเพี้ยนไปจากที่ฝัน สีผิดเพี้ยนรูปทรงผิดเพี้ยน ทุกอย่างเพี้ยนไปหมด
แต่นั่นล่ะ เสน่ห์ของมันเสน่ห์ของความเป็นจริง ไม่ต้องมีอะไรมาแต่งเติมไม่ต้องพยายาม ทำให้มันดีเลิศความเป็นจริง ดำเนินไปในรูปแบบของมันเองอย่างที่มันเป็น...
แล้วทำไมจะต้องพยายามยอมรับมัน ในเมื่อจริงๆยอมรับมันได้อยู่แล้วความเป็นจริงอาจดูรุนแรง เจ็บปวดเกินกว่าจะรับได้แต่ไม่ใช่เลย...ความจริงเป็นสิ่งที่ยอมรับง่ายที่สุดในโลกถ้าเราไม่ปิดกั้นตัวเราเองที่จะรับ...ถ้าเพียงแค่เรา เปิดใจรับมันแค่เสี้ยว วินาที
ความเป็นจริง ทำให้เราเป็นอิสระอิสระจาก สิ่งเพ้อฝัน จากสิ่งที่เราสมมุติขึ้นอิสระจากทุกสิ่ง...
มันเป็นยาใส่แผลชั้นเลิศของทุกอย่าง ที่แม้จะเจ็บปวดในตอนที่เริ่มต้นทาแผลแต่มันทำให้ แผลไม่เรื้อรัง และหายเร็วขึ้น
ยอมรับมันเถอะ...ความเป็นจริง
หากว่าเพียง แค่ปิดกั้น ยังยกได้
อย่าให้กลาย เป็นปิดตาย จากทุกสิ่ง
ใช้ชีวิต ดั่งก้อนหิน ไม่ไหวติง
แล้วทุกสิ่ง จะงอกงาม ได้อย่างไร
เปิดที่กั้น ก้าวเดินออก เผชิญหน้า
แม้นรู้ว่า จะเจ็บปวด อย่าคาดหวัง
ใช้แรงกาย และแรงใจ เป็นพลัง
ลบความหลัง ที่ขังใจ ให้เลื่อนลาง
ทุกชีวิต ต้องก้าวย่าง ไปข้างหน้า
ต้องฟันฝ่า อุปสรรค คณานับ
หากมัวอยู่ แต่จุดเดิม ไร้แรงขับ
แล้วจะจับ สิ่งมุ่งหวัง ได้อย่างไร
สร้างแรงใจ เป็นพลัง ให้กล้าแข็ง
สู้สุดแรง ด้วยพลัง อย่างสร้างสรร
สิ่งดีดี ต้องมีมา เข้าสักวัน
ถึงฝั่งฝัน ด้วยโสภา สถาพร