ประตูสวรรค์บานสุดท้าย...

"ที่นี่ที่ไหน...ทำไมมืดจัง...ฉันมองอะไรไม่เห็นเลย"
แว่วเสียงในห้วงคิดของชายหนุ่ม ผมเผ้ารุงรัง เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยสี ถามตัวเองอย่างประหลาดใจ หลังจากที่ตื่นจากการหลับใหลเพราะความเมา เหตุจากเมื่อคืน เขาออกไปซื้อสุรามาดื่มเพียงเดียวดายในห้องพักขนาดเล็ก ของอพาร์ตเม้นต์แห่งนึงย่านชานเมือง

"มันเกิดอะไรขึ้น...ทำไมฉันมองไม่เห็น"
ชายหนุ่มวัย 29 ยังคงรำพึงรำพันกับตัวเองในความมืดนั้นด้วยความประหลาดใจ เขาเป็นจิตรกรไส้แห้ง ที่ขายงานไม่ออก ถังแตก และเบื่อหน่ายชีวิต กับอาการที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ ดวงตาเขาบอดสนิทซะแล้ว

"ตาฉัน...ตาฉันมองไม่เห็น...เป็นไปได้ยังงัย"
ชายหนุ่มตะโกนออกมาแบบลืมตัว ร้องไห้โฮจนแทบเสียสติที่รู้ตัวว่าดวงตาทั้งสองของเขานั้นมองไม่เห็นอีกต่อไป ไม่นานนัก มีเสียงฝีเท้าวิ่งมาที่หน้าประตูห้อง เคาะประตูเสียงดังเหมือนจะพังมันออกเป็นเสี่ยงๆ

"พี่ชาติ...พี่เป็นอะไรน่ะ พี่ชาติ" เสียงเด็กหนุ่มวัยรุ่นร้องเรียก พร้อมกับเคาะประตูครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างตื่นตระหนก

ภายในห้อง ชาติจิตรกรหนุ่มยังคงตั้งสติไม่ได้กับการที่เขาต้องสูญเสียการมองเห็นไป ในหัวสมองตอนนี้ มีแต่ความคิดวกวนซ้ำไปซ้ำมาว่า หลังจากนี้จะทำอย่างไร เขาจะสร้างสรรงานศิลปะที่เขารักได้อย่างไร เหมือนทุกอย่างพังทลายลงในพริบตา

เด็กหนุ่มที่ตะโกนเรียกอยู่อีกฟากของประตูห้องอดรนทนต่อไปไม่ไหว เขาพังประตูที่ก็ไม่ได้แข็งแรงมากนัก เข้ามาในห้อง ภาพแรกที่เด็กหนุ่มเห็นคือ ภาพของชายคนที่เขานับถือเหมือนพี่ชายนั่งกองอยู่กับพื้นห้อง ที่เต็มไปด้วยข้าวของหล่นแตกกระจายเกลื่อนพื้น กับถังสีล้มเทระเนระนาดจนเนื้อสีไหลเปรอะเต็มห้อง เขาวิ่งเข้าไปประคองร่างและเขย่าให้ ชาติได้รู้สึกตัวเรียกสติกลับมา เพื่อไต่ถามเรื่องราว

"พี่ชาติ...พี่ชาติ...เกิดอะไรขึ้นพี่ ทำไมเป็นแบบนี้"
"นพ...นพเหรอ... ไอ้นพ ตาพี่มองไม่เห็นแล้ว"
ชาติตั้งสติตอบกลับหลังจากที่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของเสียงที่ถามนั้น ด้วยตัวที่สั่นเทา น้ำตานองหน้า และเสียงสะอื้นเหมือนเด็กที่โดนแย่งของเล่นไปจากมือ

"เป็นไปได้งัยอ่ะพี่...ไปหาหมอกันดีกว่า...นะพี่ชาติ นะ"
"หมดสิ้นแล้ว...กูหมดสิ้นแล้ว...หมดทุกอย่าง"
ชาติตะโกนสุดเสียงปริ่มจะขาดใจตาย เพ้อจนไม่ได้ศัพท์ ร่างกายอ่อนยวบกองอยู่อย่างนั้น จน นพ ต้องหามออกไปข้างนอกเพื่อพาไปยังคลีนิคที่ใกล้ที่สุด

นพ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เขาเรียนด้านศิลปะเช่นกัน เขาพักที่เดียวกับ ชาติ และได้รู้จักกันโดยบังเอิญผ่านงานศิลปะ ทั้งสองคุยเข้าขากันได้อย่างดีด้วยทัศนะคติที่มีต่อการสร้างสรรงานที่เหมือนกัน ทั้งๆที่ ชาติ เป็นคนไม่ค่อยสุงสิงกับใครที่พักอยู่ในอพาร์ตเม้นต์แห่งนั้น ในวันว่าง นพมักจะคลุกตัวเองอยู่ในห้องของ ชาติ ชื่นชมงานศิลปะที่ขายไม่ออกอย่างเทิดทูน งานของ นพ จึงได้อิทธิพล และแนวทาง ในแบบเดียวกับ ชาติแทบไม่ผิดเพี้ยน แต่ก็ยังคงปนเปกับรูปแบบของตนเองอยู่

หลังจากกลับจากคลีนิค นพ พาชาติกลับมาถึงห้องพัก กับคำตอบที่ยังไม่ยืนยันของแพทย์ประจำคลีนิคที่เครื่องมือไม่เพียบพร้อม ว่า จำเป็นต้องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลในตัวเมือง ซึ่งจะสามารถตรวจได้ละเอียดกว่า แต่จำเป็นต้องรอวันนัดหมายอีกครั้ง
เมื่อเข้าไปในห้อง ชาติยังคงเงียบกริบ ไม่พูดไม่จาใดๆ เหมือนหมดอาลัยตายอยาก นพยังคงชวนคุยไม่ห่างแม้จะไม่ได้รับคำตอบใดๆจากชายหนุ่มที่ตอนนี้เหมือนผีดิบไร้วิญญาณไปซะแล้ว
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ปฏิกิริยาตอบสนองเริ่มส่งสัญญาณจากตัวชาติ เขาเอ่ยปากกับนพว่า
"นพ ไอ้น้องรัก ยังมีภาพที่พี่เคยคิดวาดในความทรงจำ หลังจากนี้พี่คงวาดมันขึ้นมาไม่ได้อีกแล้ว พี่ขออะไรอย่างได้ไหม"
"พี่ชาติ พี่อย่าเพิ่งคิดมากไปเลย ถ้าได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลแล้ว พี่อาจไม่เป็นอะไรก็ได้นะ อย่าเพิ่งด่วนสรุปอะไรเลยพี่"
"นพ แกตอบมาก่อนดีกว่า ว่าแกจะทำสิ่งที่พี่ขอได้ไหม"
"ได้ซิพี่ พี่อยากได้อะไรเหรอ"
"แกช่วยวาดรูปนั้นให้พี่ทีได้ไหม"
"เฮ้ย...พี่ จะเป็นไปได้ยังไง ภาพในจินตนาการของพี่ แต่พี่จะให้ผมวาดเนี้ยนะ จะไหวเหรอ"
"ไอ้นพ แกรับปากพี่แล้วนะ"
"โธ่พี่...มันเป็นไปไม่ได้หรอก แล้วจะออกมาในแบบที่พี่ต้องการได้ยังไง"
"แกแค่วาดตามที่พี่บอกก็พอ แกทำได้มั้ย ถือว่าพี่ขอร้องล่ะ"


หลังจากนิ่งไปครู่ใหญ่ นพก็ตอบตกลง แล้วก็จัดแจงตั้งกระดานที่ขึงผ้าใบสีขาว บนขาหยั่งที่ใช้วาดรูป เตรียมสีที่ยังเหลือจากที่หกเลอะอยู่ทั่วห้อง เท่าที่มี แล้วล้างพู่กันรอท่าไว้ ชาติ เริ่มพูดถึงภาพในจินตนาการที่ฝังแน่นในหัว ภาพที่เขาอยากวาด แต่ไม่เคยสำเร็จ บัดนี้มันจำเป็นต้องถูกวาดโดยมือคนอื่น แทนที่จะวาดด้วยมือตัวเอง นพนั่งฟังอย่างตั้งใจ พร้อมๆกับที่มือวาดรูปตามคำบอกของคนที่เขานับถือเหมือนเป็นต้นแบบเป็นแรงบัลดาลใจของเขา

เมื่อคำพูดสุดท้ายแห่งจินตภาพจบลง นพก็วางพู่กันลงข้างตัว สิ่งที่เขาเห็นหลังจากฝีแปรงสุดท้ายได้ตวัดบนผืนผ้าใบ ทำให้เขาถึงกับตะลึงงันนั่งนิ่งไม่ไหวติงเป็นรูปปั้นอยู่เป็นนานสองนาน

"นพ...รูปนี้พี่ให้แก...พี่เหนื่อยแล้ว...อยากพัก"
"เฮ้ย...เดี๋ยวพี่ เมื่อกี๊ว่าไงนะ...ให้ผม...เหรอ"
"ก็แกเป็นคนวาด มันก็ต้องเป็นของแกซิ"
"แล้วผมจะทำยังไงกับมันล่ะ..."
"นั่นมันแล้วแต่แก พี่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้ว"


ร่างของชาติ เอนกายทอดยาวลงบนเตียง นอนนิ่งไปอย่างเหนื่อยอ่อน นพ เดินออกจากห้องไปพร้อมรูปที่สียังไม่แห้งดีเพราะเพิ่งวาดเสร็จหมาดๆ กับความรู้สึกที่แม้จะไม่ได้จับจ้องที่รูปภาพบนผืนผ้าใบนั้น แต่มันชัดเจนติดตา จนไม่อาจลืมได้
เช้าวันต่อมา นพเดินไปยังห้องของชาติตามปกติ เพื่อดูว่า พี่ชายที่นับถือนั้นจะกินอะไรในตอนเช้านี้ เขาเปิดประตูเข้าไปในห้องยังคงเห็นชายหนุ่มที่เขานับถือ นอนทอดกายนิ่งอยู่บนเตียง จะมีที่ผิดปกติไปคือ ในมือของชายผู้นั้น กำอะไรบางอย่างไว้ เขาเดินเข้าไปใกล้เพื่อถามไถ่ แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นชายหนุ่มใบหน้าซีดเผือก ดวงตาสองข้างเบิกโพลงกับรอยยิ้มเปื้อนหน้าอย่างมีความสุข บัดนี้ ชาติ ได้จบชีวิตตัวเองลงซะแล้ว แต่เหตุใดเขาจึงดูมีความสุขมากมายขนาดนั้น ชั่วขณะนึงในความคิดของนพ ภาพที่เขาวาดจากจินตนาการของผู้ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงนั้นก็ลอยผ่านเข้ามาในหัวน้ำตาของนพใหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว พร้อมกับคำเอ่ยที่หลุดออกมาจากปากว่า

"พี่คงไปถึงแล้วซินะ..." เขายิ้มทั้งๆที่น้ำตานองหน้า

ภาพนั้น คือภาพของชายคนนึงก้าวขึ้นบันไดไปสู่ประตูที่มีแสงสว่างเจิดจ้า เหลืองอร่าม ทิวทัศน์แห่งเมฆหมอกรายล้อมคนในภาพที่เดินไปยังประตูนั้น จนดูเหมือนทุกอย่างเบาหวิวล่องลอยอยู่ในอากาศ และเขาตั้งชื่อภาพนี้ว่า 'ประตูสวรรค์บานสุดท้าย'



"......."
"ที่นี่ที่ไหน...ทำไมมืดจัง...ฉันมองอะไรไม่เห็นเลย"
"มันเกิดอะไรขึ้น...ทำไมฉันมองไม่เห็น"


ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัวลุกจากที่นอน มองไปยังผ้าใบที่วางบนขาหยั่งตรงปลายเตียง ชายในภาพวาดที่กำลังเดินก้าวขึ้นบันไดสู่ประตูที่มีแสงสว่างเจิดจ้า ชาติขยี้ตาอย่างเร็ว และเพ่งไปยังชายในภาพนั้น ซึ่งหันมองเขาอยู่เช่นกัน

"นพ...!" ชาติบ่นพึมพำกับตัวเองจนเสียงแทบจะเป็นแค่เสียงกระซิบ

วันนี้เป็นวันที่จะต้องทำการฌาปนกิจศพหลังจากที่ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดครบเจ็ดวัน หลังจากการตายของน้องที่นับถือเขาอย่างพี่ชาย เทิดทูนงานศิลปะของเขาอย่างอาจารย์ ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

"แกคงใกล้เดินไปถึงประตูนั้นแล้วซินะ...ขอบใจมากน้องรัก"
"สักวัน...ฉันจะไปหาแกที่นั่น"

ภาพนั้นทำให้ชาติ มีชื่อเสียงในฐานะศิลปินหน้าใหม่ที่มีผลงานโดดเด่นทางศิลปะ เขาใช้ชีวิตกับอาชีพจิตรกรของเขาอย่างมีความสุข และไม่เคยคิดเบื่อหน่ายกับชีวิตของตัวเองอีกเลย อยู่กับภรรยาและลูกชายวัยกำลังซน ช่างสงสัย ที่ชาติเป็นคนตั้งชื่อเล่นให้เขาว่า นพ
จนวาระสุดท้ายของชีวิตตัวเอง ภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนทุกอย่างมืดมิดลงคือ ภาพของมือคู่นึง เอื้อมมาหาที่ตัวเขา เหมือนเชื้อเชิญให้เดินไปยังแสงสว่างด้วยบันไดที่ทอดยาวสู่เบื้องบน กับประตูหนึ่งบานที่ปลายทางนั้น


ประตูสวรรค์บานสุดท้าย...



บุคคล สถานที่ ที่ปรากฎในเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นการสมมุติขึ้นทั้งสิ้น
ไม่มีเจตนาล่วงเกิน หลบลู่ ใครแต่ประการใด

หญิงชรา

ฟ้ามืดแล้ว แต่แสงไฟตามท้องถนนยังคงสว่าง วิ่งขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย เสียงเครื่องยนต์ และแตรสัญญาณดังเป็นระยะ ริมบาทวิถี เต็มไปด้วยเสื่อน้ำมันที่วางของขายยาวตลอดแนวจนถึงป้ายรถโดยสารประจำทาง ที่ไร้แสงไฟส่องสว่างทั้งๆที่อยู่ริมถนนใหญ่

ชายหนุ่มยืนคอยรถโดยสารประจำทางอย่างตั้งใจ เช่นเดียวกับผู้คนที่ยังดูหนาตาแม้เวลาจะล่วงเข้าใกล้เที่ยงคืนเต็มที เขามองไปมาจับจ้องหมายเลขของรถโดยสารที่วิ่งเข้าเทียบป้ายคันแล้วคันเล่า ก็ยังไม่มีวี่แววของรถที่เขาจะโดยสาร แล้วในนาทีนั้น เขาก็หันไปพบกับหญิงชราสองคน ซึ่งบัดนี้ดูเหมือนตัวเขาจะยืนอยู่ระหว่างหญิงชราทั้งสองโดยไม่รู้ตัว

คนหนึ่งนั้น...นั่งยองๆอยู่ทางขวามือ ด้านหน้าของหญิงชราผมขาวที่นั่งเคี้ยวหมากคือกระจาดขนาดใหญ่วางบนลังโฟมใส่น้ำแข็ง ในกระจาดเต็มไปด้วยพวงมาลัยนับสิบพวง แหงนหน้ามองผู้คนที่เดินผ่านไปมา รอคอยเพียงใครเข้ามาทักถามถึงราคาของพวงมาลัยเหล่านั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งการขาย

อีกคนหนึ่งนั้นอยู่ทางด้านซ้ายมือนั่งลงกับพื้นบาทวิถีและเอนหลังกับเสาของที่พักรอรถโดยสารข้างๆกายเธอมีไม้เท้าโลหะแวววาววางอยู่ และในมือถือกะลามะพร้าว ยกท้วมหัวรอผู้คนที่เดินผ่านไปมา เพื่อให้ได้มาซึ่งการขอ

ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่ระหว่างหญิงชราทั้งสอง รู้สึกฉงนใจขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ที่ตัวเขาเกิดความรู้สึกนั้น ความรู้สึกสงสารปนสงสัย และคำถามที่ดูเหมือนเขาจะต้องตอบให้ได้ ระหว่างซ้ายและขวา ระหว่างหญิงชราทั้งสอง ที่หนึ่งขายของเพื่อเลี้ยงชีพกับอีกหนึ่งที่ขอเพื่อเลี้ยงชีพ ทำไมช่างเป็นความเหมือนที่แตกต่างกันสุดขั้วแบบนี้ ในสถานที่ใกล้กันเพียงเดินก้าวข้ามถึง

เสียงเหรียญกระทบก้นกะลาครั้งแล้วครั้งเล่าจากผู้คนที่เดินผ่าน และจากผู้ที่ยืนรอรถโดยสารเช่นเดียวกับชายหนุ่มผู้นั้น ในขณะที่ พวงมาลัยในกระจาดยังคงตั้งกองพะเนินอยู่เท่าเดิมและมีเพียงคนเดินผ่านไปอย่างไร้ความสนใจต่อดอกไม้ที่ร้อยเรียงเป็นพวง

ชายหนุ่มคิดเพียงว่า นี่เป็นเพราะ แค่คำว่าให้ทานใช่หรือไม่ ที่ทำให้ผู้คนเต็มใจที่จะหย่อนเงินลงในกะลาของหญิงชราขอทาน มากกว่าการซื้อดอกไม้จากหญิงชราอีกคนที่เต็มใจทำมาหากิน

ชายหนุ่มได้แต่หัวร่ออยู่ในใจจากภาพที่เห็นจนแสดงออกทางสีหน้าและรอยยิ้มแปลกๆที่มุมปาก เขาเดินไปถามถึงราคาดอกไม้จากหญิงชราผมขาวและซื้อมันมาไว้ในมือดอกมะลิส่งกลิ่นหอมเตะจมูกให้ชายหนุ่มรู้สึกผ่อนคลายจากคำถามทั้งหมดที่มีล้วงกระเป๋าและจ่ายเงินให้ด้วยรอยยิ้มแห่งความสบายใจ และยืนรอเงินทอนจากหญิงชราขายดอกไม้นั้นอย่างใจเย็นจนแทบไม่สนใจว่ารถโดยสารที่เขารออยู่นั้นจะมาอีกหรือไม่

หลังจากรับเงินทอนซึ่งเป็นเศษเหรียญสิบและเหรียญบาทอีกสองสามเหรีญกำไว้ในมือ เขาหันหลังกลับเดินมายังด้านตรงข้าม แล้วหย่อนเงินทอนทั้งหมดลงใส่ในกะลาเก่าๆที่หญิงชราอีกคนถืออยู่ อย่างจงใจ ด้วยรอยยิ้มแห่งความอิ่มเอิบอย่างแปลกประหลาด เป็นเวลาเดียวกันกับรถโดยสารหมายเลขที่เขารอจอดเทียบป้ายพอดี ชายหนุ่มเดินขึ้นรถไปพร้อมพวงมาลัยในมือที่ยังส่งกลิ่นหอมอยู่ แล้วรถก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากที่จอดวิ่งลับตาไปกับแสงไฟบนท้องถนนยามค่ำคืน โดยไม่นึกถึงคำถามที่เคยผุดขึ้นมาในหัวเขาอีก

เป็นอันว่า ณ จุดที่เขาอยู่ระหว่างหญิงชราทั้งสองนั้น เขาไม่ได้ทำให้ใครขุ่นข้องหมองใจจากการกระทำเหล่านั้นเลย...



บุคคล สถานที่ ที่ปรากฎในเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นการสมมุติขึ้นทั้งสิ้น
ไม่มีเจตนาล่วงเกิน หลบลู่ ใครแต่ประการใด

จดหมายถึงคนบนฟ้า

นเช้าก่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์ เด็กชายกับรถเข็นบนเบาะขาดๆและส่วนที่เป็นโลหะสนิมเกรอะกรัง ที่ด้ามจับเพื่อใช้เข็นนั้น เต็มไปด้วยสายเชือกป่านสีขาวผูกติดระโยงระยางลอยขึ้นสูงสู่ปลายเชือกด้านบน เต็มไปด้วยลูกโป่งสดสวยหลากหลายสีสันประมาณสิบลูกรถเข็นจอดอยู่ในสวนสาธารณะบนถนนทางเดินขนาดไม่ใหญ่เรียบต้นหญ้าข้างทางและติดกับบ่อน้ำที่คนทั่วไปในย่านนี้ ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกายในช่วงเช้า ทั้งวิ่ง ทั้งเดิน บ้างก็นั่งบ้างก็รำมวยจีน มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ จนถึงวัยชรา

ต้น เด็กชายวัย 12 ปี นั่งจ่อมติดกับตัวรถเข็น รอผู้คนที่ผ่านไปมา เพื่อขายลูกโป่งที่เขารับมาขายอีกต่อนึงอย่างอดทน เพราะหากไม่ใช่วันหยุดที่มีคนพลุกพล่านจริงๆ ก็ยากที่จะมีใครหยุดซื้อลูกโป่งที่ผูกติดกับรถเข็นของเขา

"ซื้อลูกโป่งไหมครับ" เสียงเด็กชายร้องเรียกผู้คนที่ผ่านไปมาหน้ารถเข็นที่เขานั่ง ซึ่งก็ไม่มีทีท่าว่าใครจะหยุดซื้อความคิดในหัวตอนนี้มีเพียง ทำอย่างไรให้วันนี้ มีเงินซื้อข้าวกลับไปให้ปู่ที่นอนซมอยู่กับบ้านได้กิน จนเวลาคล้อยผ่านไปตอนสายของวันนั้น
"ขอซื้อลูกโป่งสักสามลูกซิหนู ลูกละเท่าไหร่จ้ะ"เสียงพูดอันนุ่มนวลผ่านมาตามลมเอื่อยๆ
"ลูกละ สิบบาทครับผม" ต้นขานตอบ บอกราคากับหญิงสาววัยกลางคนผู้นั้น
"ขอบคุณมากครับ"

เวลาใกล้เที่ยง เด็กชายมีเงินในกระเป๋า 30 บาท เข็นวงล้อรถที่เขานั่งไปตามทางออกจากสวนสาธรณะเพื่อตรงไปยังร้านขายอาหารตามสั่งใกล้บ้าน เพื่อซื้อหาข้าวปลากลับไปฝากปู่

"ป้าติ๋วๆ ขอข้าวผัดกล่องนึงครับ"
"ทำไมซื้อแค่กล่องเดียวล่ะต้น อยู่บ้านกันสองคนไม่ใช่เหรอ"
"วันนี้ขายได้นิดเดียวเองครับ มีพอซื้อได้แค่กล่องเดียว"
เด็กชายตอบด้วยสีหน้าหงอยๆ
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวป้าทำให้สองกล่องนะ เอาไปกินกัน"
ป้าติ๋วคนขายอาหาร บอกกับเด็กชายอย่างเข้าใจถึงปํญหาที่ต้นเผชิญอยู่
"มันจะดีเหรอครับป้า ของต้องซื้อต้องขาย"ต้นตอบด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

ป้าติ๋วไม่ได้ตอบอะไร มีเพียงรอยยิ้มส่งกลับมายังต้น เมื่อได้ข้าวกล่องแล้วก็เดินทางกลับบ้านอย่างดีใจที่เที่ยงนี้ ปู่กับตัวเขา จะได้กินอิ่มอย่างน้อยก็หนึ่งมื้อ ระหว่างทาง ผ่านร้านขายของชำ เด็กชายยังพอมีเงินเหลืออยู่บ้าง กับความตั้งใจบางอย่าง ที่จะทำในวันหยุดวันพรุ่งนี้ เขาซื้อกระดาษกับดินสอมา แล้วรีบเดินทางต่อเข้าไปในตรอกเล็กๆ ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยน้ำสีดำส่งกลิ่นเหม็นอบอวล...

"ปู่ๆ ผมกลับมาแล้วปู่ เดี๋ยวผมเอาข้าวเข้าไปให้กินนะ"

ไม่ได้มีเสียงตอบกลับเป็นคำพูดใดๆ มีเพียงเสียงคราง ฮือๆ อือๆ ลอดผ่านช่องไม้ผุๆที่ใช้เป็นฝาบ้าน กันลมกันฝนมานานหลายปีตั้งแต่เขาจำความได้ ให้ได้รับรู้ถึงตัวตนของผู้เฒ่าวัยใกล้ฝั่งที่ป่วยกระเซาะกระแซะ ว่ายังมีลมหายใจอยู่ ต้นอยู่กับปู่มานานแล้วตั้งแต่ยังแบเบาะไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของผู้เป็น บิดามารดรของตนว่าเป็นผู้ใด และไม่เคยเอ่ยถามกับปู่แม้อยากรู้ก็ตามที ด้วยเห็นปู่นั้นเป็นดั่งพ่อและแม่ หาเลี้ยงเขามาหลายปีจนมาป่วยลง จึงทำให้ต้น ต้องออกหาเงินเองแม้ร่างกายจะพิการ ด้วยขาที่ลีบเดินไม่ได้ บนรถเข็นที่ปู่เป็นคนทำให้จากเศษวัสดุ เมื่อหลายปีก่อน

คืนนั้น หลังจากจัดแจงให้ปู่ได้นอนแล้ว เด็กชายเอากระดาษกับดินสอที่ซื้อมาขึ้นมาเขียนข้อความ ด้วยลายมือที่ดูยุ่งเหยิงแต่พออ่านออก จากเด็กที่ได้เรียนมาน้อย พออ่านออกเขียนได้ใส่กระดาษสีขาว อย่างตั้งอกตั้งใจ จนเสร็จ ต้นคืบคลานด้วยมือทั้งสองข้าง พร้อมกระดาษที่คาบอยู่ที่ริมฝีปาก เพื่อไปยังรถเข็น ที่มีลูกโปงเหลืออยู่ เขาจัดแจงผูกกระดาษที่ตอนนี้ถูกม้วนเป็นทรงกระบอกติดกับปลายเชือกอย่างบรรจงและแน่นหนา แล้วต้นก็คืบคลานอีกครั้งไปยังหลังบ้านซึ่งเป็นทุ่งหญ้าแทงยอดสูงรกร้าง แล้วเขาก็ปล่อยลูกโป่งนั้นลอยสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป จนแสงดาวและเดือน ไม่อาจส่องให้มองเห็นได้ลอยลิ่วสูงไปจนลับตา ต้นนั่งมองลูกโป่งลูกนั้นด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ ก่อนจะหันตัวกลับเขาไปในตัวบ้าน เอนตัวลงนอนบนผืนเสื่อขาดๆของตัวเองภายในมุงข้างปู่ของเขา บ่นพึมพำเบาๆกับตัวเองว่า

"หวังว่าเขาคงได้รับรู้" แล้วก็ผลอยหลับไป

รุ่งขึ้น เช้าวันหยุดที่ต้นไม่หยุด ยังคงพาตัวเองกับรถเข็นออกไปขายลูกโป่งที่รับมาใหม่หลังจากเอาของเก่าไปเปลี่ยน เพื่อเติมแก๊ซและผูกเชือกนำกลับมาขายใหม่ในวันหลัง ทุกอย่างดำเนินไปเกือบเหมือนทุกวัน ดีกว่าก็ตรงที่วันนี้คนในสวนสาธารณะนั้นดูหนาตากว่าทุกวัน เนื่องจากเป็นวันหยุดพิเศษ และทำให้ต้นขายลูกโป่งได้เยอะกว่าทุกๆวัน

แล้วเหตุแห่งความบังเอิญ หรือสิ่งที่ต้นตั้งใจไว้นั้นสำเร็จผลก็มิอาจรู้ได้ หญิงสาววัยกลางคนที่ซื้อลูกโป่งของต้นเมื่อวานเดินมาพร้อมมือที่ถือแผ่นกระดาษดูคุ้นตาที่ต้นจำได้เพราะเมื่อวานมีหญิงคนนี้เพียงผู้เดียวที่ซื้อลูกโป่งของต้น ตรงเข้ามาหายังรถเข็นที่เขานั่งอยู่อย่างจงใจ

หญิงสาวกลางคนเอ่ยขึ้นพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือ
"ต้น...ต้นลูกแม่ แม่ขอโทษ"

หญิงสาวกลางคนเล่าถึงความเป็นมาเป็นไปให้ต้นได้ฟัง แม้ตัวเขาจะไม่ค่อยเข้าใจนักกับคำพูดอธิบายต่างๆ แต่สิ่งที่ต้นเขียนในกระดาษแผ่นนั้น ได้เล่าความเป็นไปของตัวต้นเองและปู่หลังจากที่ม้วนกระดาษแผ่นนี้ ตกลงในสวนหน้าบ้านของหญิงกลางคนผู้นี้ เมื่อได้เปิดอ่าน ก็แจ้งแก่ใจในทันทีว่าข้อความทั้งหลายที่บันทึกนั้น เป็นลูกของเธอแน่ๆ ด้วยความสงสัยจึงเดินทางไปสอบถามยังชุมชนที่มีชื่อปรากฏอยู่ ในกระดาษ และได้พบกับปู่ของต้น ทุกอย่างก็กระจ่างชัด

ข้อความที่บันทึกในกระดาษนั้นมีใจความว่า...

ถึง คนบนฟ้า

ผมชื่อต้น อายุ 12 ปี ที่ผมเขียนจดหมายฉบับนี้เป็นเพราะความตั้งใจที่จะเขียนถึงท่านบอกเล่าเรื่องราวที่ผมอยากรู้มานานหลายปี ตั้งแต่ผมจำความได้ผมอาศัยอยู่กับปู่ทิว ท่านเป็นเหมือนทั้งพ่อและแม่ของผม ความเป็นอยู่ของเราลำบากเหลือเกิน แต่ผมไม่ท้อที่จะดูแลปู่ทิวของผมเลยนะ และแม้ตัวผมเองจะเกิดมาพิการ ผมก็ยังพยายามเป็นคนดี

สิ่งที่ผมอยากบอกและขอท่านในวันหยุดนี้ วันหยุดอันแสนวิเศษที่ทำให้ผมรู้ว่าอย่างน้อยที่ผมได้เกิดมาก็ต้องมีพ่อและแม่เหมือนกันกับคนอื่นๆแม้ผมจะไม่เคยได้เจอท่านก็ตามผมอยากขอให้ท่านฝากข้อความนี้ไปบอกกล่าวกับคุณพ่อคุณแม่ของผมว่า

ผมคิดถึงพวกท่าน อยากกราบเท้าท่านในวันนี้ กอดท่านแม้ไม่เคยรู้เลยว่าหน้าตาพวกท่านเป็นยังไง ผมจะรักพวกท่าน แม้ว่าพวกท่านจะทอดทิ้งผม ผมแค่อยากให้พวกท่านรับรู้ ยังไงผมฝากท่านช่วยบอกแทนผมด้วยนะครับ ว่าขอให้พวกท่านมีความสุข แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้ แต่หากพวกท่าน อยู่บนฟ้าเหมือนกัน ก็ขอให้พวกท่านอวยพรให้เรา ปู่หลาน ในวันแม่วันนี้ด้วย ขอบคุณครับ

จาก ด.ช.ต้น ชุมชนตรอกน้ำเรียบ







ชื่อบุคคล สถานที่ ที่ปรากฎในเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นการสมมุติขึ้นทั้งสิ้น
ไม่มีเจตนาล่วงเกิน หลบลู่ ใครแต่ประการใด

๑๘.หุ่นเชิดทวิลักษณ์

รู้จัก คนที่มีลักษณะ ทวิลักษณ์ มั้ย มันเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ ที่รู้สึกขัดแย้ง...กันในความคิดของตัวเอง ในการกระทำของตัวเอง...ซึ่งมันทำให้เราสับสน กับการแยกแยะมันออกจากกันกับทั้งสองความรู้สึกที่มี

ความรู้สึกนึงมีความสุขอยู่กับสิ่งที่ได้ทำ แต่อีกความรู้สึกกับบอกตัวเองว่า นี่เรากำลังหลอกตัวเองอยู่นะ...กับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้

ทวิลักษณ์ ก็คือ คนสองบุคลิก ซึ่งอาจแสดงออกอย่างชัดเจน หรือไม่แสดงออกเลย ก็เป็นได้ หนึ่งร่างแต่เหมือนมีสองคนอยู่ในนั้น มันเหนื่อยเหมือนกันนะ กับการรับมือความรู้สึกที่แปลกแยกของตัวเอง ไม่มีความรู้สึกไหน กลัวความรู้สึกไหนเลย มันทำให้เราสับสนมาก ว่า...ควรเลือกทำอะไร ไม่ควรทำอะไร เพราะเหตุผลของทั้งสองความรู้สึกไม่ผิดไม่ถูกเหมือนกัน มีระดับความน่าเชื่อถือเท่ากัน...

แล้วความเครียดก็บังเกิด...

เหมือนกับว่าความรู้สึกทั้งสองอย่าง
กำลังจะฉีกร่างฉันให้แยกออกเป็นสองซีก
มันปั่นป่วน รุนแรง อยู่ในหัวสมอง
จนแทบอยากจะคลุ้มคลั่ง

...นี่ฉันเป็นอะไรไป

หยาดฝนบนพื้นแผ่นดินอันแห้งแล้ง

ยาดฝนบนพื้นแผ่นดินอันแห้งแล้งจะมีความหมายอย่างยิ่ง...
เพราะมันทำให้ผืนแผ่นดินสดชื่นขึ้นอีกครั้งและต้นไม้ใบหญ้าถูกชะล้างจนสะอาด

จิตใจของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะจิตใจของคนเรามักถูกทับถมด้วยฝุ่นละออง ที่เราเรียกมันว่ากิเลส ซึ่งหมายรวมถึงสิ่งไม่ดี ที่เกาะกินจิตใจของเราทุกวี่วันมันทำให้เราเข้าสู่วังวนแห่งด้านมืดเห็นผิดเป็นชอบ กล่าวโทษผู้อื่นด้วยความรู้สึกอิจฉาริษยา ไร้สิ่งที่เป็นความจริง เพียงเพื่อให้เขาเหล่านั้นได้รู้สึกว่ามีอำนาจเหนือกว่าคนอื่นๆที่เขาว่าร้ายจิตใจแห้งแล้งและหยาบช้าอย่างร้ายกาจ ทุกสิ่งที่จับต้องไร้ความจริงใจโดยสิ้นเชิง สิ่งไหนไร้ประโยชน์ก็ไม่เคยจะเหลียวแล

หากเราชะล้างจิตใจของเราได้ มันก็จะเป็นการดียิ่งที่ทุกอย่างจะเอนเอียงไปในทางบวกทางเจริญ มากกว่าสิ่งที่พูดถึงไปข้างต้น แล้วเราจะทำการชะล้างจิตใจของเราได้อย่างไร ทำอย่างไรที่จะปัดเป่าฝุ่นละอองที่เกาะกินจิตใจเรา อย่างน้อยๆ ก็ให้ฝุ่นเหล่านั้นเบาบางกว่าที่เป็นก็คงจะแลเห็นแค่ สติ ที่คนเราจะสามารถใช้พินิจพิเคราะห์ แยกแยะ ว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง ฟังอย่างตั้งใจ มองอย่างพิจารณา และคิดด้วยปัญญา


ฟังให้ได้ยิน ไม่ใช่ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง
มองให้ได้เห็น ไม่ใช่ได้เห็นแต่ไม่ได้มอง
คิดให้ทะลุปรุโปร่ง ไม่ใช่มุทะลุเพราะความคิด
ทำให้มีคุณค่า ไม่ใช่ทำทุกอย่างเพราะมันมีมูลค่า
ให้ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ให้เพราะหวังจะได้รับ

ขอ สติ จงมีแก่ทุกท่านมากกว่าอำนาจแห่ง กิเลส
ขอ สติ เป็นดั่งหยาดฝน ชะล้างฝุ่นละอองที่เกาะกินใจท่าน
และตัวข้าพเจ้าเองให้หมดไป...