สองวันมานี้ นั่งคิดวนเวียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแบบวนไปเวียนมาหลายรอบ เหมือนประมาณว่าคิดไม่ตกอย่างนั้นแล้วจู่ๆก็มาบรรเจิดอยู่ที่ว่า แม้ว่าเราจะเลิกทำสิ่งหนึ่งเพื่อให้สิ่งอื่นๆและคนอื่นรอบตัวเราดีขึ้น แน่นอนนั่นก็หมายถึงตัวเราเองด้วย มันไม่ดีตรงไหน มันสูญเสียความเป็นตัวเองตรงไหน ไม่เลยมันไม่เปลี่ยน เพราะเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอีกทั้งเปลี่ยนไป เราแค่ปรับปรุงแค่นั้นเอง สุดท้ายตัวเราก็ยังเป็นของเรา ความคิดอ่านยังคงเป็นของเรา ความรู้ที่เรารู้ก็ยังเป็นของเรา แถมได้สติ และความสำนึกเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก แล้วจะคิดวนเวียนให้มันวุ่นวายจนทำตัววกวนทำไม
ความมั่นใจที่มีก็ไม่ได้สูญสิ้น จินตนาการก็ไม่ได้ลดลง แล้วจะมัวเครียดอยู่ทำไม เดินออกไปเผชิญกับความผิดที่ได้ทำไว้ แล้วปรับปรุงตัวใหม่ ตัดนิสัยที่ไม่จำเป็นต้องทำก็มีชีวิตอยู่ได้ เผลอๆจะยืนยาวอีกด้วยไม่ดีกว่ารึ
นี่รึเปล่าที่เขาพูดกันว่า " การเผชิญหน้ากับปัญหา ทำให้เราเกิดปัญญา "ข้าพเจ้าว่าใช่นะ...!?
เอ๊ะ...หรือใครว่ายังไง เอ๊ะ...หรือไม่รู้ว่าข้าพเจ้าพูดถึงเรื่องอะไร เอ๊ะๆๆ...หรือข้าพเจ้าบ้าไปแล้ว
ช่างเหอะ...หุหุหุ
ก็ยังเป็นตัวเอง
ความผิดพลาด
เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงสำหรับการทำผิดต่อคนที่เรารักและรักเราจนไม่น่าให้อภัย แต่ผมก็ยังคงต้องใช้คำว่าขอโทษสำหรับทุกอย่าง ขอโทษสำหรับพฤติกรรมเลวๆที่เกิดขึ้น ผมคงจะต้องเลิกกินเหล้าแบบถาวรตลอดไป ผมจะไม่แตะมันอีกนับจากนี้
สำหรับเพื่อนๆที่เคยโทรชวน หลังจากนี้โปรดจงรู้ไว้ว่า กูจะไม่กินอีกแล้ว พวกมึงเข้าใจกูหน่อยนะ กูทำให้คนที่รักกูต้องเสียใจมาเยอะแล้ว และถ้าพวกมึงยังคงเป็นเพื่อนกู ก็จงอย่าชวนกูกินอีก เพราะกูก็ไม่อยากเสียอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว หวังว่าคงเข้าใจ
จากนี้ข้าพเจ้าจะเป็นคนของพระองค์ที่ดีให้ได้ นี่เป็นสิ่งที่หวังใจไว้ และหวังว่าพระเจ้าจะให้อภัยกับความผิดบาปที่เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจะสวดอ้อนวอนขอการอภัยกับพระองค์นับจากนี้ไป และจะกลับใจใหม่ ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่าการดื้อดึงกระทำความผิดบาปนั้น ไม่ทำให้ชีวิตของข้าพเจ้าดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย และสิ่งที่พระองค์ทรงตีสอนนั้นก็ช่างรุนแรง แต่นั่นก็เป็นสิ่งสมควร ข้าพเจ้ารู้ว่า กลับไปแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกแล้ว ทำได้เพียงจากนี้ต่อไปต้องทำตัวให้ดีขึ้นให้สมกับที่พระองค์ทรงเรียก ให้สมกับที่พระองค์จะให้อภัย ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาปแต่ข้าพเจ้าไม่อยากเป็นคนที่ถูกลืมไม่ว่าจะจากพระองค์หรือจากใคร ข้าพเจ้าขอทูลวิงวอนต่อพระองค์ และขอพระองค์ทรงประทานอภัยให้กับข้าพระองค์ในนามแห่งพระพระมหาเยซูคริสต์เจ้า อาเมน
จากความผิดที่เกิดผมเครียดกับมันมากนะ ผมแสดงพฤติกรรมอันก้าวร้าวต่อหน้าคนที่ผมรัก และคนที่เขารักผม ผมไม่รู้จะมีหน้าไปพบเขาเหล่านั้นอย่างไรเพื่อแสดงความขอโทษ แต่ผมก็ยังคงอยากขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิด หากเป็นไปได้คงไม่มีใครอยากให้เกิด แต่ตอนนี้ทุกอย่างดำเนินไปแล้ว กรรมที่ก่อจำเป็นต้องรับผล และผมจะยอมรับทุกอย่าง ที่ทำได้ตอนนี้ คือ ไม่ให้เกิดซ้ำอีก และตัดต้นเหตุของปัญหาไปให้สิ้น...พอแล้วสำหรับน้ำเปลี่ยนนิสัย มันไม่เคยทำให้ชีวิตดีขึ้นเลยสักครั้ง มีแต่ทำให้แย่ลง เลวลง และเลวลงไปเรื่อยๆ พอกันทีกับความเมามายที่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น พอกันทีกับการสูญเสียเงินทองและทำให้ต้องสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจของคนที่เขารักเรา พอกันทีกับชีวิตห่าเหวที่ตัวสร้างขึ้น พอกันทีกับชีวิตเส็งเคร็งในวังวนอโคจรทั้งหลาย พอกันทีกับพฤติกรรมเลวทรามที่เกิดขึ้นจากความเคยชินในการกินมัน พอกันที...
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากสิ่งที่ผมได้กระทำไป ไม่ว่าผมเคยทำให้ใครเสียใจ ผมขอโทษ และรอรับการให้อภัย และถึงแม้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่น่าให้อภัย ผมก็จะยังขอโทษและรอการให้อภัยอยู่อย่างนี้ตลอดไป เพราะผมรู้ว่ามันสาสมแล้วกับสิ่งที่ผมได้ทำไป ขอแค่เพียงยังมีโอกาสให้ผมได้ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นและดีขึ้น เพียงเท่านั้น
ขอโทษครับ
ความเคยชิน
ความเคยชินมักทำให้เราชินชา ไม่ตื่นตัวกับสิ่งที่เราเคยชิน แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นเฉื่อยแฉะ ซังกะตาย ดังนั้นควรเหรอที่เราจะให้ความเคยชินมาเกาะกินหัวใจในทุกเรื่อง
ความผิดพลาดที่เกิดจากการกระทำที่เคยชิน ในหลายๆครั้ง ไม่ได้ช่วยให้เราเดินหน้าได้เลย มีแต่จะถอยหลัง มันต่างจากความผิดพลาดที่เกิดจากความตื่นตัว กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะความผิดพลาดที่เกิดจากความกระตือรือร้นนั้น ทำให้เรารู้ว่าครั้งต่อไปควรปรับแก้ตรงไหนให้ถูกต้องเหมาะสม แต่กับความผิดพลาดที่เกิดจากความเคยชินนั้น มักทำให้เราทำได้แค่สรรหาข้อแก้ตัวไปเรื่อย แต่ไม่ได้แก้ไขอะไรให้ดีขึ้นเลย
ฉันเองมีความเคยชินที่จำเป็นต้องเอามันออกไปจากใจให้ได้หลายเรื่อง...เพื่ออะไร เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องมานั่งทนฟังตัวเองแก้ตัว หรือให้คนอื่นมานั่งฟังฉันแก้ตัวอยู่ร่ำไปนะซิ ฉันเคยบันทึกไว้ว่า คนเราเมื่อทำอะไรผิดพลาดก็มักจะทำผิดซ้ำเสมอ มันเป็นเพราะอะไร ก็เพราะเจ้าความเคยชินนี่แหละที่ทำให้คนเราทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า...และอีกประโยคที่ฉันเคยบันทึกไปคือ คนเราใฝ่ต่ำเสมอเมื่อมีโอกาส มันบอกได้ชัดว่าแม้เราจะรู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังทำ เพราะมันเป็นความเคยชิน เป็นพฤติกรรมที่หยั่งรากในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร
หันมาทำอะไรดีๆ แล้วตื่นเต้นตื่นตัวกับการได้ทำดีอยู่เสมอๆกันดีไหม ให้ชีวิตมันเดินไปทางบวก ให้ชีวิตมันดีขึ้นทางเดียวไม่มีลงดีไหม ลองซิ เริ่มจากเอาความเคยชินในใจ ในการกระทำ ออกไปจากชีวิต...ฉันว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดหรอก เพียงแต่ตัวเรายังไม่เริ่มลงมือทำเท่านั้นเอง...
ชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า#2
บันทึกหน้าที่สองของชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า
จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเคยเขียนบทความโดยแทนตัวเองว่า "หุ่นเชิดแห่งโรงละครโลกของคนบนฟ้า" ข้าพเจ้าพร่ำพรรณนาถึงชีวิตที่เดินทางไปประสบพบเจอมา ว่าเป็นเพราะ คนบนฟ้าเชิดข้าพเจ้าให้เดินไป บางครั้งก็ทิ้งข้าพเจ้าไว้หลังโรงละครโลกเพียงดายเดียวในกล่องเก็บของ
แต่บัดนี้สิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบหลังจากกลับสู่เส้นทางของพระเจ้า ข้าพเจ้ากลับได้รู้ว่าโรงละครโลกโรงนี้มิใช่คนบนฟ้าเป็นผู้เชิด แต่กลับกันกลายเป็นคนที่อยู่เบื้องล่าง กำลังนั่งหัวร่องอหายในอากัปกิริยาต่างๆที่เขาเชิดเราให้เดินตุปัดตุเป๋จนเหมือนหลงทาง...หลายครั้งข้าพเจ้าโทษว่าคนบนฟ้าทอดทิ้งข้าพเจ้าไว้ แต่จริงๆแล้วพระองค์พยายามอย่างยิ่งที่จะดึงเราออกมาจากโรงละครโลกโรงนี้มากกว่าผู้ใด และในทุกวิถีทาง เพียงแต่ข้าพเจ้า กลับมองไม่เห็นและไม่ยืนหยัดตัวเองขึ้นมาต่างหาก
ข้าพเจ้ามัวพร่ำบ่นพร่ำคิดอยู่แต่ว่าตัวเองเหงา เหงา และเหงา เพราะคนบนฟ้าไม่เหลียวแล แต่กลายเป็นข้าพเจ้าต่างหากที่ไม่เหลียวแลการช่วยเหลือของพระองค์ เมื่อข้าพเจ้ากลับมายืนอยู่ในเส้นทางของพระองค์ข้าพเจ้าก็ได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว พระองค์พยายามอย่างยิ่งที่จะใส่หัวใจ ให้กำลัง และประทานชีวิตให้ข้าพเจ้าอยู่เนืองๆ ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่ตรงหน้า ตรงที่ข้าพเจ้านั่งกองอยู่ แต่กลับมองไม่เห็น ไม่หยิบจับและคว้ามันไว้
ในครั้งที่สามที่ไปโบสถ์ข้าพเจ้าได้รับแผ่นพับ ที่มีสรุปคำเทศนาในหัวข้อ "ความรักชนะทุกสิ่ง" (1 โครินธ์ 13:4-7) ซึ่งเป็นหัวข้อเดียวที่ผ่านตาซ้ำๆวนเวียนหลายครั้งตั้งแต่ข้าพเจ้าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคริสตจักร และจากการอ่านพระคัมภีร์ เหมือนพระองค์ทรงคอยบอกและเตือนให้ข้าพเจ้าได้ใช้ความรักให้ถูกทาง และรับความรักจากพระองค์และจากพี่น้องคริสเตียนทั้งหลาย ว่าความรักที่แท้นั้นเป็นอย่างไร เขาพิมพ์ไว้ว่า
ลักษณะของความรักที่ชนะทุกสิ่ง คือ ความรักที่เป็นดังนี้1.เป็นรักที่อดทนนาน หมายถึง ท่าทีภายในที่มีความอดทนต่อสิ่งต่างๆ และยอมผ่อนผันให้ แม้จะถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรมก็ตาม รักที่อดทนนานจะสามารถชนะจิตใจคนได้ และผู้ที่เชื่อก็สามารถแสดงความรักแบบนี้ต่อผู้อื่นได้เช่นกัน
2.เป็นรักที่กระทำคุณให้ คือ มีความเมตตากรุณา ซึ่งสำแดงออกมาได้ในสามลักษณะคือ
2.1 ไม่อิจฉา เมื่อเห็นคนอื่นได้ดี ไม่รู้สึกรุ่มร้อนภายใน และสามารถชื่นชมยินดีกับผู้อื่นได้อย่างเต็มใจ และจริงใจ
2.2 ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง และไม่หยาบคาย การไม่อวดตัวก็ย่อมไม่หยิ่งผยอง กาแสดงออกที่ไม่หยาบคายหรือไม่เหมาะสมก็ไม่ก็ย่อมไม่ปรากฏออกมา ความรักแท้จะมีชัยได้ต้องแสดงออกถึงการให้เกรียรติซึ่งกันและกัน ไม่ยกตนว่าอยู่เหนือใคร
2.3 ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำควมผิด คือ การที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าตนเอง ไม่ยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทำให้ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว และไม่ช่างจดจำความผิดของผู้อื่น
3.เป็นรักที่ชื่นชมยินดีในความชอบธรรม คือ ชื่นชมยินดีในสิ่งที่ผู้อื่นกระทำอย่างถูกต้องชอบธรรม แต่ไม่ชื่นชมยินดีหรือคล้อยตามเมื่อผู้นั้นกระทำผิด
4.เป็นรักที่เชื่อในส่วนดีและมีความหวังอยู่เสมอ คือ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของผู้อื่น โดยเชื่อในส่วนดีของเขาเสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ
ในหลายๆครั้งเราใช้คำว่า "รัก" กับ ความรัก เป็นข้ออ้างในการทำร้ายจิตใจกันและกัน ด้วยความไม่เข้าใจถึงความรักอย่างแท้จริง แต่กับความรักที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามีต่อเราและได้บอกเราผ่านทางอัครทูตทั้งหลายนั้น เป็นความรักที่แท้ รักที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างแท้จริง หากเรามองเห็นและเข้าใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงให้เราด้วยความรักเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็หวังใจได้ว่า ข้าพเจ้าจะไม่กลับไปเป็นหุ่นเชิดของมารร้าย ในโรงละครโลกที่โดนอุปโลกขึ้นมาโดยมารร้ายเหล่านั้น และกักขังข้าพเจ้าไว้อีก
ชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า#1
บันทึกหน้าที่หนึ่งของชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า
เกือบสองเดือนมานี้ ข้าพเจ้าได้รับเชื่อในศาสนาคริสต์ นิกายโปเตสแตนท์(Protestant)ข้าพเจ้าได้รับอะไรหลายๆอย่าง ทุกครั้งที่ไปร่วมกลุ่มเพื่อสามัคคีธรรม และการไปโบสถ์ ทุกอย่างที่รู้สึกและรับรู้ภายในใจคือ ข้าพเจ้าไม่เคยโดดเดี่ยว ข้าพเจ้าไม่เคยต้องเดินคนเดียวมานานมากแล้ว เพียงแต่ข้าพเจ้ามิได้เหลียวมอง และรับฟังผู้ที่เดินเคียงข้างข้าพเจ้ามาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ทั้งๆที่ในหลายๆเหตุการณ์ หลายๆช่วงเวลาของชีวิต ข้าพเจ้าเหมือนจะรับรู้และสัมผัสกับพระเจ้าได้ โดยผ่านการอธิษฐาน ที่บางครั้งข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้ว่ากำลังวิงวอนขอกับใคร
แต่พระองค์ก็ทรงรับฟัง...และพยายามที่จะเรียกข้าพเจ้าให้กลับไปหาพระองค์ กลับไปสู่ทางที่พระองค์ได้บอกผ่านผู้คนนับล้านๆที่แสวงหาอาณาจักรของพระองค์ เพื่อให้ข้าพเจ้าได้พบกับความรอด ได้เรียนรู้ที่จะพูดคุยกับพระองค์ อย่างที่พระองค์พยายามคุยกับข้าพเจ้ามาตลอด เพียงแต่ข้าพเจ้าไม่ได้ยิน หรืออาจได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง
บัดนี้เมื่อข้าพเจ้าได้กลับเข้ามาในเส้นทางของพระองค์ หลายๆอย่างในชีวิตเปลี่ยนไปแม้จะไม่ได้เปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือ แต่ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งผู้คนรอบข้าง การเข้าสังคม การแต่งกายซึ่งข้าพเจ้าแทบไม่เคยแต่งกายสุภาพเลย ก็กลับทำให้ข้าพเจ้าแต่งกายดีขึ้น เป็นสุภาพชนมากขึ้น คิดในทางบวกมากขึ้น ใจเย็นขึ้น สบายใจมากขึ้น และหวังใจไว้ว่าทุกสิ่งอย่างที่เหมาะกับข้าพเจ้ากำลังได้รับการปรับเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นๆเรื่อยๆ
กลายเป็นว่าข้าพเจ้าอธิษฐานและพูดคุยกับพระเจ้าแทบทุกวัน และแทบตลอดเวลา ซึ่งนี่ยังเป็นเพียงช่วงแรก จำเป็นอย่างมากที่ข้าพเจ้าจะต้องหยั่งรากให้ลึกในคำสอน ในพระวจนะ ผ่านพระคัมภีร์ ผ่านการรับฟังคำสอนของผู้นำ ผ่านบทเรียนต่างๆที่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องรู้ในการเป็นคริสเตียนที่เติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณ และเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ สุดกำลังความคิด
ในวันอาทิตย์แรกของสัปดาห์ที่ข้าพเจ้าเกิดใหม่ กลายเป็นคนใหม่ ตอนที่เดินเข้าไปในโบสถ์ มีพี่น้องคริสเตียนที่ยืนต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พวกเขายื่นแผ่นพับให้ข้าพเจ้าใบหนึ่งซึ่งภายในมี สรุปคำเทศนาในหัวข้อ "ความเชื่อ...พลังแห่งชีวิต" (ฮีบรู 11:13-16) เขาพิมพ์ไว้ว่า
ลักษณะของผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ
1.เชื่ออย่างมั่นใจ คือ การเชื่อมั่นในใจ ในสิ่งที่พระเจ้าได้สัญญากับเราทั้งหลาย ถึงความรอด และการกลับคืนสู่อาณาจักรของพระองค์ เชื่อแม้ว่าจะยังไม่ได้เห็นว่าสิ่งที่เชื่อนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเดี๋ยวนั้น บัดนั้น เชื่อในสิ่งที่ดีที่บอกกล่าวถึงเรื่องราวของพระองค์และอาณาจักรของพระองค์ รวมถึงสิ่งจำเป็นที่สามารถนำมาใช้ดำเนินชีวิตประจำวันของตัวเราได้ทั้งหมดเป็นอย่างดี และถูกต้องชอบธรรม
2.เชื่อแม้ยากลำบาก คือ แม้เราจะตกอยู่ในความทุกข์ยาก ลำบากเพียงใด จงรักษาความเชื่อนี้ไว้ ความเชื่อในพระเจ้า ในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงนำทางเราไป ให้พระองค์เป็นแสงสว่างนำทางเราแม้ในยามที่เรามืดมิดที่สุดไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย หรือจิตใจ
3.เชื่ออย่างบากบั่น คือ ไม่หมดความเชื่อแม้สิ่งที่เชื่อจะยังไม่เกิดขึ้นหรือได้เห็น และไม่สงสัยในความเชื่อนั้น เพราะพระองค์ได้เตรียมแผนการที่ดีที่เหมาะสมกับเราไว้แล้ว เพราะพระองค์ทรงล่วงรู้ทุกสิ่งในจิตใจเรา ในความคิดเรา แม้เราจะไม่เอ่ยปากออกมาก็ตาม
4.เชื่ออย่างมั่นคง คือ เชื่อว่าในสิ่งที่เราเชื่อนั้น จะนำพาเราไปสู่สิ่งดีๆ ดีที่สุดที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้กับเรา และหากสิ่งที่เราเชื่อถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ก็เชื่อได้ว่า ท่านจะได้รับสิ่งดีๆจากความเชื่อนั้นแน่นอน
5.เชื่ออย่างเห็นคุณค่าของสิ่งที่เชื่อ คือ ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความเชื่อ เพราะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนเชื่อ นั่นคือ แผ่นดินสวรรค์ ที่ๆความเชื่อจะเป็นดั่งสะพานที่ทอดยาวขึ้นไปสูงสุดสู่อาณาจักรพระเจ้า
ทุกสิ่งอย่าง ทั้งที่พิสูจน์ได้และไม่ได้ ต่างเริ่มขึ้นจากความเชื่อและการตั้งคำถามที่ว่า "จะเป็นไปได้ไหม...ถ้า?" แต่กับความเชื่อที่เป็นพลังแห่งชีวิตนี้ ไม่ต้องพิสูจน์ หากความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่ดีและชอบธรรม ทุกอย่างเป็นไปได้ และพระองค์จะทรงประทานสิ่งนั้นๆแก่เรา
ข้าพเจ้าคิดว่าการเปลี่ยนความเชื่อของใครสักคนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องยาก แต่เราลองสังเกตเด็กๆดูว่า เวลาที่เราพูดหรือเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง เขาจะเชื่อ และเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ ในสิ่งที่เราเล่าบอก แล้วท่านล่ะ จะมัวปล่อยให้ฝุ่นผงแห่งอายุขัยเกาะตัวเคลือบความเชื่ออยู่ทำไม ล้างมันออกให้ใสกระจ่าง ดังแก้วเจียรไน และเชื่ออย่างที่ได้กล่าวไปแล้วทั้งห้าข้อ ท่านคิดว่าท่านต้องสูญเสียอะไรเหรอ? ข้าพเจ้าขอบอกว่าไม่เลย มีแต่ได้ และได้ในสิ่งที่ ผู้คนอีกมากมายที่ขาดความเชื่อไม่เคยได้รับ...ก็นานเท่าไหร่แล้วที่ท่านไม่ได้แหงนหน้ามองฟ้า พูดคุยกับดวงดาว ก้อนเมฆ และสายลม ที่ๆพระองค์สถิตอยู่ ที่ๆพระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น...