บาป

ข้าพเจ้าขอบอกไว้ก่อนเลยในบรรทัดแรกนี้ว่า วันนี้ข้าพเจ้าบันทึกหน้านี้ยาวมาก หากไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะต้องอ่านแล้วเหมือนฟังเทศก็อ่านและขอให้ท่านได้ดียิ่งๆขึ้นไปในทุกๆด้านของชีวิตครับ


บาป 4 ชนิดที่ต้องเอาชนะ

1.บาปเพราะความเกลียดชัง
ความเกลียดชังนั้นเป็นบาปที่ร้ายแรง เพราะมันมักนำมาซึ่งความชั่วร้ายอื่นๆเสมอ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้สึกเป็นทุกข์ อย่างมากก็ต้องแตกหัก หรือตายกันไปข้าง แล้วคุณเคยเกลียดใครหรือสิ่งใดไหม เวลาคุณอยู่ใกล้ๆคนเหล่านั้นหรือสิ่งเหล่านั้นคุณรู้สึกอย่างไร หมั่นไส้ ขยะแขยง อยากเดินออกห่าง หรือถึงขั้นทำลาย ทำร้าย ประหัดประหารกันรึเปล่า


ความเกลียดชัง เป็นรูปแบบของความบาปที่เรามักเห็นในหนัง Hollywood ที่มีซาตานมาเกี่ยวข้องเสมอๆ เพราะความเกลียดชังทำให้ มารเป็นมารอยู่จนปัจจุบันกาล เมื่อเกลียดชังก็ตามมาด้วยความรู้สึกอิจฉาเมื่อคนที่เราเกลียดได้ดีกว่าตัวเรา พออิจฉาก็ตามมาด้วยริษยาคืออยากให้ตัวเราเป็นอย่างเขาด้วยวิธีการที่ไม่ถูก เพราะมัวแต่จะแก่งแย่งแข็งขันทั้งๆที่บางครั้งคนที่เราเกลียดเขานั้นอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำมามีคนริษยาอยู่ เมื่อถึงจุดนี้ก็จะนำพาเราไปยังบาปชนิดที่ 2 บาปที่เราทุกคนล้วนมีด้วยกันทั้งสิ้น


2.บาปเพราะความกลัว

ความกลัว มักทำให้เราขาดการยับยั้งชั่งใจ ความกลัวทำให้คนเราเกิดความหวาดระแวง เมื่อระแวงก็เกิดความกังวล เมื่อกังวลก็เครียดและกดดัน และเมื่อถึงจุดที่เก็บกักสิ่งเหล่านี้ไว้ไม่อยู่ทุกอย่างก็ไม่ต่างอะไรกับ เขื่อนที่พังทลาย ภูเขาไฟที่ระเบิด แผ่นดินไหวที่รุนแรง หรือแม้กระทั่งซึนามิที่ถาโถมเขาใส่ผู้อื่นอย่างขาดสติ


ความกลัว เป็นสิ่งที่เราเห็นได้ดาษดื่น อย่างน้อยก็ในตัวเรา การแสดงออกซึ่งความก้าวร้าวรุนแรง การใช้กำลังเขาทำร้ายกันและกัน หรือทำลายสิ่งของรอบข้าง หรือแม้กระทั่งการทำร้ายจิตใจกันจะด้วยการกระทำหรือคำพูดนั้น ล้วนมาจากความอ่อนแอภายในทั้งสิ้น และจริงๆแล้วคนพวกนี้น่าสงสารมากเพราะต้องพยายามสร้างกำแพงล้อมกรอบตัวเอง ขังเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเขามาถึงตัวถึงความอ่อนแอที่คนพวกนี้มี และความอ่อนแอนั้นก็เกิดจากความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจซึ่งเป็นบาปในชนิดที่ 3


3.บาปที่เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ

ความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นส่งผลกระทบกับตัวเองทางด้านจิตใจโดยตรง เพราะคนที่รู้สึกแบบนี้ตลอดเวลานั้นมักคิดและมองทุกอย่างในแง่ลบ มองว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง แล้วบางคนก็เข้าสู่วังวนของสิ่งเสพติด


เมื่อกดตัวเองจนสุดหนทางแล้วก็ไม่พ้นที่จะทำร้ายตัวเอง หรือหนักกว่านั้นก็ทำร้ายทั้งตัวเองและคนอื่นไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม มัวแต่คิดว่าตัวเองเป็นไอ้ขี้แพ้ตลอดเวลาไม่นานก็นำไปสู่บาปชนิดที่4 บาปที่ทุกคนต้องเคยทำไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม


4.บาปเพราะการทำผิด

คนเราทุกคนนั้นทำผิดกันได้ แต่หลังจากที่ทำผิดแล้วจำเป็นต้องรู้สำนึกถึงสิ่งที่ตนได้ทำและไม่ทำให้ความผิดนั้นเกิดขึ้นอีก แต่คนเราในปัจจุบันนี้หลายๆคนไม่ได้มีความสำนึกถึงความผิดที่ตนได้ทำอยู่เลย เพราะบางครั้งก็คิดอยู่แต่ว่าไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ทำผิดซ้ำๆซากๆอยู่ร่ำไปจนกลายเป็นนิสัย และฝั่งลึกลงไปในสันดานดั่งรากวัชพืชที่แทรกผ่านไปได้ทุกสถานที่ แผ่ขยายชอนไชจนไม่มีที่สิ้นสุด


เมื่อเป็นดังนั้นวงจรแห่งบาปทั้ง4นี้ก็จะวิ่งวนเป็นวัฏจักร และทำลายคนที่ไม่เคยสำรวจความบาปทั้ง4นี้ในตัวเอง กัดกร่อนความดีงามของตัวเอง พาลไปถึงผู้อื่น สิ่งอื่น สิ่งมีชีวิตอื่น และโลกใบนี้


จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนทำบาปมากกว่าทำดี...ข้าพเจ้าก็ไม่อาจบอกได้หรอกแต่ข้าพเจ้าว่าเมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่สมควรเรียกเผ่าพันธุ์ของตัวเองว่าเป็นคนหรือมนุษย์อีกต่อไป และไม่มีสิทธิ์ไปเรียกสิ่งมีชีวิตอื่นๆว่าเดรัจฉานอีกด้วย เพราะคงไม่ต่างกัน


การให้อภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ให้อภัยผู้อื่น ให้อภัยตัวเอง ให้โอกาสผู้อื่นและตัวเองได้กลับใจ ได้สำนึกถึงความบาปเหล่านี้ของตนเอง เพื่อวันหนึ่งเราจะได้ไม่ต้องตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า เรากลายเป็นอะไรที่เราไม่ได้อยากเป็นและนั่งรอเพียงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต



"ความบาปที่น่ากลัวที่สุดไม่ได้กระโจนเข้าใส่เราแบบฉับพลัน
แต่มันจะค่อยๆคืบคลานเข้ามายามเราเผลอตัวและใจ"


จบ



ปล. ข้าพเจ้าไม่ได้เคร่งศาสนาหรือเป็นเจ้าลัทธิอะไรนะ แค่อยากเขียนถึง ว่า บาป 4 ชนิด ก็รวมเอาบาปย่อยอื่นๆเข้าไปด้วยตั้งเท่าไหร่แล้ว จะสนหรือไม่ ท่านเลือกได้ ท่านเลือกเอง และบางทีท่านอาจเลือกแล้ว ขอบคุณครับที่อ่านจนถึงตรงนี้

ก็ยังเป็นตัวเอง

องวันมานี้ นั่งคิดวนเวียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแบบวนไปเวียนมาหลายรอบ เหมือนประมาณว่าคิดไม่ตกอย่างนั้นแล้วจู่ๆก็มาบรรเจิดอยู่ที่ว่า แม้ว่าเราจะเลิกทำสิ่งหนึ่งเพื่อให้สิ่งอื่นๆและคนอื่นรอบตัวเราดีขึ้น แน่นอนนั่นก็หมายถึงตัวเราเองด้วย มันไม่ดีตรงไหน มันสูญเสียความเป็นตัวเองตรงไหน ไม่เลยมันไม่เปลี่ยน เพราะเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอีกทั้งเปลี่ยนไป เราแค่ปรับปรุงแค่นั้นเอง สุดท้ายตัวเราก็ยังเป็นของเรา ความคิดอ่านยังคงเป็นของเรา ความรู้ที่เรารู้ก็ยังเป็นของเรา แถมได้สติ และความสำนึกเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก แล้วจะคิดวนเวียนให้มันวุ่นวายจนทำตัววกวนทำไม


ความมั่นใจที่มีก็ไม่ได้สูญสิ้น จินตนาการก็ไม่ได้ลดลง แล้วจะมัวเครียดอยู่ทำไม เดินออกไปเผชิญกับความผิดที่ได้ทำไว้ แล้วปรับปรุงตัวใหม่ ตัดนิสัยที่ไม่จำเป็นต้องทำก็มีชีวิตอยู่ได้ เผลอๆจะยืนยาวอีกด้วยไม่ดีกว่ารึ


นี่รึเปล่าที่เขาพูดกันว่า " การเผชิญหน้ากับปัญหา ทำให้เราเกิดปัญญา "ข้าพเจ้าว่าใช่นะ...!?


เอ๊ะ...หรือใครว่ายังไง เอ๊ะ...หรือไม่รู้ว่าข้าพเจ้าพูดถึงเรื่องอะไร เอ๊ะๆๆ...หรือข้าพเจ้าบ้าไปแล้ว


ช่างเหอะ...หุหุหุ

ความผิดพลาด

เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงสำหรับการทำผิดต่อคนที่เรารักและรักเราจนไม่น่าให้อภัย แต่ผมก็ยังคงต้องใช้คำว่าขอโทษสำหรับทุกอย่าง ขอโทษสำหรับพฤติกรรมเลวๆที่เกิดขึ้น ผมคงจะต้องเลิกกินเหล้าแบบถาวรตลอดไป ผมจะไม่แตะมันอีกนับจากนี้


สำหรับเพื่อนๆที่เคยโทรชวน หลังจากนี้โปรดจงรู้ไว้ว่า กูจะไม่กินอีกแล้ว พวกมึงเข้าใจกูหน่อยนะ กูทำให้คนที่รักกูต้องเสียใจมาเยอะแล้ว และถ้าพวกมึงยังคงเป็นเพื่อนกู ก็จงอย่าชวนกูกินอีก เพราะกูก็ไม่อยากเสียอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว หวังว่าคงเข้าใจ


จากนี้ข้าพเจ้าจะเป็นคนของพระองค์ที่ดีให้ได้ นี่เป็นสิ่งที่หวังใจไว้ และหวังว่าพระเจ้าจะให้อภัยกับความผิดบาปที่เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจะสวดอ้อนวอนขอการอภัยกับพระองค์นับจากนี้ไป และจะกลับใจใหม่ ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่าการดื้อดึงกระทำความผิดบาปนั้น ไม่ทำให้ชีวิตของข้าพเจ้าดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย และสิ่งที่พระองค์ทรงตีสอนนั้นก็ช่างรุนแรง แต่นั่นก็เป็นสิ่งสมควร ข้าพเจ้ารู้ว่า กลับไปแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกแล้ว ทำได้เพียงจากนี้ต่อไปต้องทำตัวให้ดีขึ้นให้สมกับที่พระองค์ทรงเรียก ให้สมกับที่พระองค์จะให้อภัย ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาปแต่ข้าพเจ้าไม่อยากเป็นคนที่ถูกลืมไม่ว่าจะจากพระองค์หรือจากใคร ข้าพเจ้าขอทูลวิงวอนต่อพระองค์ และขอพระองค์ทรงประทานอภัยให้กับข้าพระองค์ในนามแห่งพระพระมหาเยซูคริสต์เจ้า อาเมน


จากความผิดที่เกิดผมเครียดกับมันมากนะ ผมแสดงพฤติกรรมอันก้าวร้าวต่อหน้าคนที่ผมรัก และคนที่เขารักผม ผมไม่รู้จะมีหน้าไปพบเขาเหล่านั้นอย่างไรเพื่อแสดงความขอโทษ แต่ผมก็ยังคงอยากขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิด หากเป็นไปได้คงไม่มีใครอยากให้เกิด แต่ตอนนี้ทุกอย่างดำเนินไปแล้ว กรรมที่ก่อจำเป็นต้องรับผล และผมจะยอมรับทุกอย่าง ที่ทำได้ตอนนี้ คือ ไม่ให้เกิดซ้ำอีก และตัดต้นเหตุของปัญหาไปให้สิ้น...พอแล้วสำหรับน้ำเปลี่ยนนิสัย มันไม่เคยทำให้ชีวิตดีขึ้นเลยสักครั้ง มีแต่ทำให้แย่ลง เลวลง และเลวลงไปเรื่อยๆ พอกันทีกับความเมามายที่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น พอกันทีกับการสูญเสียเงินทองและทำให้ต้องสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจของคนที่เขารักเรา พอกันทีกับชีวิตห่าเหวที่ตัวสร้างขึ้น พอกันทีกับชีวิตเส็งเคร็งในวังวนอโคจรทั้งหลาย พอกันทีกับพฤติกรรมเลวทรามที่เกิดขึ้นจากความเคยชินในการกินมัน พอกันที...


ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากสิ่งที่ผมได้กระทำไป ไม่ว่าผมเคยทำให้ใครเสียใจ ผมขอโทษ และรอรับการให้อภัย และถึงแม้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่น่าให้อภัย ผมก็จะยังขอโทษและรอการให้อภัยอยู่อย่างนี้ตลอดไป เพราะผมรู้ว่ามันสาสมแล้วกับสิ่งที่ผมได้ทำไป ขอแค่เพียงยังมีโอกาสให้ผมได้ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นและดีขึ้น เพียงเท่านั้น


ขอโทษครับ

ความเคยชิน

คยรู้สึกไหมว่า...ความเคยชิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน มักทำให้เราขาดความระวังระไว มันทำให้เราเผลอเรอที่จะใส่ใจกับสิ่งนั้นๆที่เรารู้สึกเคยชิน

ความเคยชินมักทำให้เราชินชา ไม่ตื่นตัวกับสิ่งที่เราเคยชิน แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นเฉื่อยแฉะ ซังกะตาย ดังนั้นควรเหรอที่เราจะให้ความเคยชินมาเกาะกินหัวใจในทุกเรื่อง

ความผิดพลาดที่เกิดจากการกระทำที่เคยชิน ในหลายๆครั้ง ไม่ได้ช่วยให้เราเดินหน้าได้เลย มีแต่จะถอยหลัง มันต่างจากความผิดพลาดที่เกิดจากความตื่นตัว กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะความผิดพลาดที่เกิดจากความกระตือรือร้นนั้น ทำให้เรารู้ว่าครั้งต่อไปควรปรับแก้ตรงไหนให้ถูกต้องเหมาะสม แต่กับความผิดพลาดที่เกิดจากความเคยชินนั้น มักทำให้เราทำได้แค่สรรหาข้อแก้ตัวไปเรื่อย แต่ไม่ได้แก้ไขอะไรให้ดีขึ้นเลย

ฉันเองมีความเคยชินที่จำเป็นต้องเอามันออกไปจากใจให้ได้หลายเรื่อง...เพื่ออะไร เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องมานั่งทนฟังตัวเองแก้ตัว หรือให้คนอื่นมานั่งฟังฉันแก้ตัวอยู่ร่ำไปนะซิ ฉันเคยบันทึกไว้ว่า คนเราเมื่อทำอะไรผิดพลาดก็มักจะทำผิดซ้ำเสมอ มันเป็นเพราะอะไร ก็เพราะเจ้าความเคยชินนี่แหละที่ทำให้คนเราทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า...และอีกประโยคที่ฉันเคยบันทึกไปคือ คนเราใฝ่ต่ำเสมอเมื่อมีโอกาส มันบอกได้ชัดว่าแม้เราจะรู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังทำ เพราะมันเป็นความเคยชิน เป็นพฤติกรรมที่หยั่งรากในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร

หันมาทำอะไรดีๆ แล้วตื่นเต้นตื่นตัวกับการได้ทำดีอยู่เสมอๆกันดีไหม ให้ชีวิตมันเดินไปทางบวก ให้ชีวิตมันดีขึ้นทางเดียวไม่มีลงดีไหม ลองซิ เริ่มจากเอาความเคยชินในใจ ในการกระทำ ออกไปจากชีวิต...ฉันว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดหรอก เพียงแต่ตัวเรายังไม่เริ่มลงมือทำเท่านั้นเอง...

ชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า#2

บันทึกหน้าที่สองของชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า

จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเคยเขียนบทความโดยแทนตัวเองว่า "หุ่นเชิดแห่งโรงละครโลกของคนบนฟ้า" ข้าพเจ้าพร่ำพรรณนาถึงชีวิตที่เดินทางไปประสบพบเจอมา ว่าเป็นเพราะ คนบนฟ้าเชิดข้าพเจ้าให้เดินไป บางครั้งก็ทิ้งข้าพเจ้าไว้หลังโรงละครโลกเพียงดายเดียวในกล่องเก็บของ

แต่บัดนี้สิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบหลังจากกลับสู่เส้นทางของพระเจ้า ข้าพเจ้ากลับได้รู้ว่าโรงละครโลกโรงนี้มิใช่คนบนฟ้าเป็นผู้เชิด แต่กลับกันกลายเป็นคนที่อยู่เบื้องล่าง กำลังนั่งหัวร่องอหายในอากัปกิริยาต่างๆที่เขาเชิดเราให้เดินตุปัดตุเป๋จนเหมือนหลงทาง...หลายครั้งข้าพเจ้าโทษว่าคนบนฟ้าทอดทิ้งข้าพเจ้าไว้ แต่จริงๆแล้วพระองค์พยายามอย่างยิ่งที่จะดึงเราออกมาจากโรงละครโลกโรงนี้มากกว่าผู้ใด และในทุกวิถีทาง เพียงแต่ข้าพเจ้า กลับมองไม่เห็นและไม่ยืนหยัดตัวเองขึ้นมาต่างหาก

ข้าพเจ้ามัวพร่ำบ่นพร่ำคิดอยู่แต่ว่าตัวเองเหงา เหงา และเหงา เพราะคนบนฟ้าไม่เหลียวแล แต่กลายเป็นข้าพเจ้าต่างหากที่ไม่เหลียวแลการช่วยเหลือของพระองค์ เมื่อข้าพเจ้ากลับมายืนอยู่ในเส้นทางของพระองค์ข้าพเจ้าก็ได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว พระองค์พยายามอย่างยิ่งที่จะใส่หัวใจ ให้กำลัง และประทานชีวิตให้ข้าพเจ้าอยู่เนืองๆ ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่ตรงหน้า ตรงที่ข้าพเจ้านั่งกองอยู่ แต่กลับมองไม่เห็น ไม่หยิบจับและคว้ามันไว้

ในครั้งที่สามที่ไปโบสถ์ข้าพเจ้าได้รับแผ่นพับ ที่มีสรุปคำเทศนาในหัวข้อ "ความรักชนะทุกสิ่ง" (1 โครินธ์ 13:4-7) ซึ่งเป็นหัวข้อเดียวที่ผ่านตาซ้ำๆวนเวียนหลายครั้งตั้งแต่ข้าพเจ้าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคริสตจักร และจากการอ่านพระคัมภีร์ เหมือนพระองค์ทรงคอยบอกและเตือนให้ข้าพเจ้าได้ใช้ความรักให้ถูกทาง และรับความรักจากพระองค์และจากพี่น้องคริสเตียนทั้งหลาย ว่าความรักที่แท้นั้นเป็นอย่างไร เขาพิมพ์ไว้ว่า

ลักษณะของความรักที่ชนะทุกสิ่ง คือ ความรักที่เป็นดังนี้1.เป็นรักที่อดทนนาน หมายถึง ท่าทีภายในที่มีความอดทนต่อสิ่งต่างๆ และยอมผ่อนผันให้ แม้จะถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรมก็ตาม รักที่อดทนนานจะสามารถชนะจิตใจคนได้ และผู้ที่เชื่อก็สามารถแสดงความรักแบบนี้ต่อผู้อื่นได้เช่นกัน

2.เป็นรักที่กระทำคุณให้ คือ มีความเมตตากรุณา ซึ่งสำแดงออกมาได้ในสามลักษณะคือ
2.1 ไม่อิจฉา เมื่อเห็นคนอื่นได้ดี ไม่รู้สึกรุ่มร้อนภายใน และสามารถชื่นชมยินดีกับผู้อื่นได้อย่างเต็มใจ และจริงใจ
2.2 ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง และไม่หยาบคาย การไม่อวดตัวก็ย่อมไม่หยิ่งผยอง กาแสดงออกที่ไม่หยาบคายหรือไม่เหมาะสมก็ไม่ก็ย่อมไม่ปรากฏออกมา ความรักแท้จะมีชัยได้ต้องแสดงออกถึงการให้เกรียรติซึ่งกันและกัน ไม่ยกตนว่าอยู่เหนือใคร
2.3 ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำควมผิด คือ การที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าตนเอง ไม่ยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทำให้ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว และไม่ช่างจดจำความผิดของผู้อื่น

3.เป็นรักที่ชื่นชมยินดีในความชอบธรรม คือ ชื่นชมยินดีในสิ่งที่ผู้อื่นกระทำอย่างถูกต้องชอบธรรม แต่ไม่ชื่นชมยินดีหรือคล้อยตามเมื่อผู้นั้นกระทำผิด

4.เป็นรักที่เชื่อในส่วนดีและมีความหวังอยู่เสมอ คือ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของผู้อื่น โดยเชื่อในส่วนดีของเขาเสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ

ในหลายๆครั้งเราใช้คำว่า "รัก" กับ ความรัก เป็นข้ออ้างในการทำร้ายจิตใจกันและกัน ด้วยความไม่เข้าใจถึงความรักอย่างแท้จริง แต่กับความรักที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามีต่อเราและได้บอกเราผ่านทางอัครทูตทั้งหลายนั้น เป็นความรักที่แท้ รักที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างแท้จริง หากเรามองเห็นและเข้าใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงให้เราด้วยความรักเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็หวังใจได้ว่า ข้าพเจ้าจะไม่กลับไปเป็นหุ่นเชิดของมารร้าย ในโรงละครโลกที่โดนอุปโลกขึ้นมาโดยมารร้ายเหล่านั้น และกักขังข้าพเจ้าไว้อีก