อารมณ์

ารมณ์...ความเป็นไปของจิตใจในขณะหนึ่งๆ อารมณ์เป็นส่วนประกอบสำคัญยิ่งของชีวิต อารมณ์ทำให้เราเป็นสุขได้อย่างยิ่งยวดพอๆกับที่ ทำให้เราเป็นทุกข์ได้แสนสาหัส เช่นกัน

แต่ถ้าคนเราขาดอารมณ์ ความรู้สึก คงไม่ต่างจาก เครื่องจักรหรือก้อนหิน

เมื่อเป็นเช่นนี้การควบคุมอารมณ์ที่มีอยู่นั้น จึงเป็นเรื่องยาก....เพราะอารมณ์เพียงชั่ววูบบางอย่าง อาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งในพริบตา

การสังเกตอารมณ์ของตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนั่นทำให้เรารู้ว่า...ควรจัดการกับมันยังงัย คนบางคนไม่สามารถควบคุมอารมณ์บางอย่างของตัวเองได้ เพราะทัศนคติ ประสบการณ์ของคนๆนั้น และอาจรวมถึง...การเลี้ยงดูปลูกฝังจากครอบครัวแตกต่างกันออกไป

อารมณ์มนุษย์นั้น น่ากลัว...และถ้าอารมณ์บางอย่างฝังรากลึกไปถึงกมลสันดาน ก็คงยากยิ่งที่จะแก้ไขพฤติกรรมที่แสดงออก...

การรับฟังตนเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะถ้าแม้แต่ตัวเองยังไม่รับฟังตัวเอง ก็เป็นการยากที่จะเปิดใจรับฟังคนอื่น
และนั่นก็มักจะเป็นเหตุแห่งความไม่เข้าใจ ผิดใจกัน และเรื่องอารมณ์ก็จะเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วยิ่งถ้าอารมณ์ที่มีเหล่านั้นโอนเอียงไปด้วยอำนาจใฝ่ต่ำ...ความเสียหาย ที่เกิดจากการใช้อารมณ์อาจถึงขั้น หายนะ...ได้

หมั่นดูแลอารมณ์ของตัวเองให้ดี อย่าให้เตลิดจนดึงไม่กลับซะล่ะ

หมากรุก...หมากชีวิต

มากรุก...สำหรับผู้ที่เก่ง
อาจไม่ใช่เพียงแค่การรุกไล่ฝ่ายตรงข้ามจนลืมมอง
ถึงความสำคัญของตัวหมากในช่องอื่นไป
และการเดินหน้าไปด้วยตัวหมากใดๆบนกระดาน
เขาเหล่านั้น มักมองก้าวล่วงไปนับสิบตา...
และปิดทางเดินคู่ต่อสู้ควบกันไป

หมากรุกสำหรับฉัน...
แค่มองล่วงหน้าไป 3-5 ตา ก็ถือว่ามากแล้ว
และนั่น ฉันก็รู้ว่ามันยังไม่เพียงพอ
ที่จะทำให้ฉันชนะหมากกระดานที่ฉันเล่นอยู่ได้
แต่อย่างน้อย...ก็ไม่แพ้อย่างรวดเร็วเกินไป

แล้วหมากรุกของท่านล่ะ...
มองล่วงไปกี่ตาเดิน...หรือมองแค่ว่า
ฉันเดินไปตาไหนได้ฉันก็เดิน

บางครั้ง...ชีวิตก็เหมือนกับหมากรุก
ถ้าประสบความสำเร็จมากก็เหมือน รุกฆาต
ถ้ากำลังจะประสบความสำเร็จก็เหมือน ได้รุก
ถ้ายังต้องดิ้นรนอยู่ก็เหมือน ยังคงเดินวนเวียนและขบคิดอยู่ในกระดาน
ถ้าทำอะไรผิดพลาดก็เหมือน กำลังโดนรุก
ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็เหมือน โดนรุกฆาต

แต่...จงอย่าลืมว่า ถึงแม้เราจะอยู่ในสถานะสุดท้ายที่พ่ายแพ้
ก็ยังตั้งกระดานใหม่ได้เสมอ...แทนที่แพ้แล้วจะถอดใจ
เลิกเล่นหมากกระดานใหม่ และยอมรับความพ่ายแพ้อย่างหมดท่า


หมากรุก...หมากชีวิต ไม่ว่าจะกี่กระดาน
อย่าท้อที่จะเริ่มเล่น อย่าท้อที่จะเริ่มต้น
อย่ากลัวที่จะแพ้ และอย่าเลิกเล่นกลางคัน
เพราะทุก กระดาน จะทำให้เราเก่งขึ้น
เก่งขึ้น และเก่งขึ้น ไม่สิ้นสุด

แดนสวรรค์

น จีน และญี่ปุ่น นั้น
เชื่อเรื่องการเดินทางไปสู่แดนสวรรค์กันมากมาย
หลายคนเชื่อว่า พระโพธิสัตว์
ได้ตั้งสัตย์อธิฐานว่า เมื่อถึงกาลอันควร
พระองค์จะเสวยชาติเป็นพระอมิตฺพุทธ
อยู่ในแดนสวรรค์
และผู้ที่เชื่อมั่นจะเดินเข้าสู่ นิพพาน
อันเป็นบรมสุขได้ง่าย...

หญิงชราคนนึง มีความเชื่อและเลื่อมใสในพุทธศาสนา
กำลังเดินไปตามถนนอย่างมุ่งมั่นในอะไรบางอย่าง
ระหว่างทางเดินสวนกับนักบวชรูปหนึ่ง

นักบวชถามหญิงชราผู้นั้นว่า
"กำลังตั้งหน้าจะไปสวรรค์หรือโยม"

หญิงชราพยักหน้า
นักบวชจึงกล่าวขึ้นอีกว่า
"อ๋อ...พระ อมิตฺพุทธ
คงกำลังรอโยมอยู่ที่นั่นแล้วกระมัง"


หญิงชราสั่นศีรษะ
นักบวชจึงถามกลับไปว่า
"อ้าว...ถ้าพระอมิตฺพุทธไม่อยู่ในแดนสวรรค์แล้ว
พระองค์อยู่ที่ไหนล่ะโยม"


หญิงชรายิ้ม แล้วชี้นิ้วไปที่หัวใจของนาง
แล้วเดินจากไป

นักบวชเบิกตากว้างพร้อมรอยยิ้ม และพึมพำด้วยความพอใจว่า

"นี่แหละ ชาวสวรรค์ที่แท้ล่ะ"



จากหนังสือ โยคะพบเซ็น ของ เทรเวอร์ เล็กเก็ตต์
แปลโดย สมิทธิ์ จิตตานุภาพ
สำนักพิมพ์ หนังสือเล่มเล็ก เมษายน พ.ศ.2531





ากเรื่องเล่าข้างต้น บ่งบอกไว้อย่างชัดเจนมาก
ถึงความเชื่อที่เหมือนอยู่นอกเหนือความเป็นจริง
แต่ในคำตอบตอนท้ายนั้น ทำให้ทุกอย่างกระจ่างชัด
เสียยิ่งกว่าความจริงใดๆ

แดนสวรรค์ เราจะเสาะแสวงหาให้มันรู้สึกห่างไกลทำไม
ในเมื่อ แดนสวรรค์นั้นอยู่ใกล้แค่ปลายนิ้วชี้ถึง
ใกล้แค่เอามือกุมมันไว้ได้ และอยู่อย่างเป็นสุข

แล้วแดนสวรรค์ของท่านล่ะ อยู่ที่ใด...
ข้าพเจ้าไม่ได้ถามนะ...ข้าพเจ้ากำลังบอกท่าน

เทาอ่อน กับ เทาแก่

วรรค์ อาจเป็นแค่กล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ฝังตัวอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนเรา เพื่อเอาไว้ใส่ความดี...ก็เป็นได้



และในทางกลับกัน

นรก ก็อาจเป็นเพียงกล่องใบเล็กๆ ที่ฝังตัวอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนเรา เพื่อเอาไว้ให้เราได้สำนึกถึงสิ่งผิดๆที่เราได้ทำไว้ทั้งกับตัวเองและคนอื่น ก็เป็นได้...

เข้าทำนอง สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ

คงไม่มีใครดีไปทั้งหมดและเลวไปทั้งหมดแต่ในสองสิ่งนี้...เพียงเราเท่านั้นที่เลือก เลือกให้ชีวิตเป็นสีเทาอ่อนหรือเทาแก่ เพราะคงไม่มีใคร ขาว หรือ ดำ เพียงสีเดียว

เทาอ่อน เกิดจากสีขาวที่เจือสีดำเพียงน้อยนิด
เทาแก่ เกิดจากสีดำที่เจือสีขาวเพียงน้อยนิด


เพราะคงไม่มีใคร ดีเลิศในโลกนี้ มีเพียง คนที่เลวน้อยที่สุด กับเลวมากจนกู่ ไม่กลับ


เลือกได้นี่...ก็เลือกซิ

รัก คือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน

รัก คือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน จริงเหรอ ที่ไม่หวังอะไรเลย ถ้าอย่างนั้น...

คุณเสียใจทำไม เวลาที่เขาไม่มาหา เพราะคุณหวังว่า...เขาจะมา
คุณเสียใจทำไม เวลาที่เขาห่างเหิน เพราะคุณหวังว่า...เขาจะเอาใจใส่
คุณเสียใจทำไม เวลาที่เขามีคนใหม่ เพราะคุณหวังว่า...เขาจะเป็นของคุณคนเดียว
คุณเสียใจทำไม เวลาที่เขาไม่รัก เพราะคุณหวังว่า...เขาจะรัก

มีใครบ้างที่รักแล้ว ไม่ต้องการให้...เขามาดูแลเอาใจใส่
มีใครบ้างที่รักแล้ว ไม่ต้องการให้...เขามีแต่คุณคนเดียว
มีใครบ้างที่รักแล้ว ไม่ต้องการให้...เขารักคุณบ้างเลยสักนิด

"ขอเพียงแค่นี้" / "เท่านี้ก็พอ" / "ชั้นไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้"
เหล่านี้เป็นกำแพงที่เราสร้างขึ้น เพื่อยับยั้งความต้องการของเราเอง
การยับยั้งความต้องการ มันเป็นความทรมานจากการห้ามความรู้สึกตัวเอง
หลอกตัวเองว่าอย่ารักมากไปกว่านี้เลย ทั้งๆที่ความจริงก็รักไปแล้วหมดหัวใจ

รักและคิดถึง เมื่อรักแล้วก็ต้องคิดถึง
เวลาที่คิดถึง คุณมีความสุขหรือเปล่า
ความคิดถึงกับความโหยหา ต่างกันตรงไหน?
เวลาที่ชั้นคิดถึงใคร ชั้นแอบคิดเสมอว่าเขาจะคิดถึงชั้นอยู่บ้างไหม

"ความรัก" เหมือนกาแฟ ขมแต่ก็อร่อย
"ความรัก" เหมือนกุหลาบ สวยงามแต่ก็มีหนามแหลม
"ความรัก" เหมือนสายลม พัดมาเย็นสบาย แล้วก็จากไป
"ความรัก" เหมือนเปลวเทียน สว่างไสว ร้อนแรงแต่สุดท้ายก็เผาตัวเองจนหมดไป

จริงเหรอที่...รัก คือ การให้
...โดยไม่หวังผลตอบแทน