ความรู้

วามรู้...

คนเราจะมีความรู้ได้อย่างไร
คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ...แสวงหา

แต่สมัยนี้ คนเราแสวงหาอะไรที่ไม่ใช่ความรู้ แต่แสวงหาความโง่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ใช่ว่าไม่จำเป็นต้องมีความรู้แล้วจะใช้สิ่งเหล่านั้นได้ ทุกสิ่งต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้

ยกตัวอย่าง ท่านไม่เคยขับรถยนต์ อยู่ๆท่านจะขับมันไปอย่างนั้นเลยได้ไหม ท่านจำเป็นต้องเรียนรู้ใช่หรือไม่ว่า นี่คือ ที่ๆทำให้เครื่องยนต์ทำงาน นี่คือที่บังคับทิศทาง นี่คือที่ๆทำให้รถวิ่ง นี่คือที่ๆทำให้รถหยุด และที่ไหนที่จะทำให้เครื่องยนต์หยุดทำงาน

เห็นหรือไม่ว่า มันคือกระบวนการเรียนรู้ ในที่นี้ข้าพเจ้าไม่พูดถึงสิ่งที่เหนือขึ้นไปคือ การตรัสรู้ เพราะอาจเกินขอบเขตของปุถุชนคนธรรมดา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าต้องการเจาะจงไปที่ การแสวงหาให้ได้มาซึ่งความรู้ ในแบบที่ตัวเราเต็มใจอยากเรียนรู้

เวลาเราสนใจกิจกรรมอะไรสักอย่างในช่วงชีวิตที่สามารถทำได้ เราจะใคร่ศึกษาหาความรู้ แต่ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือ ด่วนได้ และชอบทำอะไรข้ามขั้นตอน ชอบหาทางลัดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่หวัง โดยลืมความสำคัญของ พื้นฐานแห่งความรู้ในเรื่องนั้นๆ ตะแบงทำไปโดยไม่รู้ว่ามันผิดหรือถูก ขอแค่ได้อย่างที่หวังเป็นพอ

มันสมควรหรือ กับการดูถูก กระบวนการเรียนรู้ในลักษณะนี้

ตอนเริ่มต้นไม่สนใจ แล้วอยู่ๆก็มาบอกว่าตัวข้านี่แหละรู้ มันใช้ได้หรือ ความรู้นั้นจำเป็นต้องเริ่มต้นจากพื้นฐาน...พื้นฐานที่หลายๆคนมองว่ามันน่าเบื่อ หรือไม่ก็บอกกับตัวเองและคนอื่นว่า รู้อยู่แล้ว ข้ามไปเลยเพื่อความรวดเร็ว ข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า ในโลกนี้ไม่มีหรอก ทางลัดสู่ความสำเร็จ ทุกอย่างต้องเริ่มจากการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน

ตอนเราเป็นทารก เราเรียนรู้ที่จะร้องเวลาหิว ร้องเวลาป่วยไข้ นั้นเป็นความรู้ที่ต้องการใช้สื่อสารกับบุคคลรอบข้างที่ดีที่สุดในขณะที่เรายังแบเบาะใช่หรือไม่

เราเรียนรู้ที่จะนอนคว่ำและเริ่มคลาน เพราะเราต้องการที่จะเคลื่อนที่เข้าหาสิ่งที่อยากเรียนรู้สัมผัสใช่หรือไม่

เราเริ่มหัดพูดและเดินเพื่อศักยภาพที่ดีขึ้นแห่งการแสวงหาความรู้ใช่หรือไม่...

ประโยคที่ว่า "ทุกสิ่งที่สัมผัส คือประสบการณ์แห่งการเรียนรู้" นั้นมีความหมายกับท่านในรูปแบบใด สิ่งที่เราต้องการศึกษา กับสิ่งที่ถูกยัดเยียดให้ศึกษานั้นท่านคิดเห็นต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร

การเรียนรู้ไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษรที่รวมกันเป็นคำต่อเนื่องเป็นประโยค เพื่อสร้างทฤษฎีร้อยแปด พันประการ การเรียนรู้จำเป็นต้องใช้ปัญญา และสติ ไตร่ตรองให้เห็นแก่นของสาระที่เราจะเรียนรู้ ไม่ใช่จากการครอบงำโดยผู้อื่น

การแสวงหาความรู้ เราต้องเดินเข้าหา ไม่ใช่ให้องค์ความรู้ เข้ามาหาเราเอง
ดังคำถามที่ว่า...น้ำเพียงหยดเดียว จะทำอย่างไรไม่ให้มันเหือดแห้งหายไป

ท่านตอบได้ไหม...

หรือคำถามที่ว่า...จะทำอย่างไรเราจึงจะตักน้ำจนเต็มกระบวยได้
(กระบวย กับกระชอน แยกให้ออกนะ...ว่าอันไหนตักของเหลวได้)

ท่านตอบได้ไหม...

+

+

+

+

+

+

+

+

+

ชีวิตคนเราก็เหมือนกับน้ำหยดเดียวที่สักวันต้องเหือดแห้ง หรือกระบวยที่ไม่มีวันตักน้ำได้จนเต็ม แล้วคำตอบคืออะไรล่ะ

น้ำเพียงหยดเดียวจะทำอย่างไรไม่ให้มันเหือดแห้ง...ก็เทมันกลับลงไปในทะเลซิ

จะตักน้ำอย่างไรจนเต็มกระบวย...ก็ถ้ามันไม่มีทางเต็มได้ ก็โยนกระบวยลงในน้ำซิ เมื่อกระบวยจม น้ำก็เต็มกระบวย

มันบ่งบอกอะไร...ก็บอกว่า การโยนตัวเองเข้าหาสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ แทนที่จะให้การเรียนรู้วิ่งเข้าหา นั้น ไม่ได้ยากเย็นเลยหากคิดไตร่ตรองถึงวิธีการแสวงหาความรู้


เต็มใจที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่แสวงหา
...แล้วท่านจะ ประสบความสำเร็จ

แล้วฉันเป็นใคร

ฉันไม่ใช่นักเขียน...ฉันเป็นแค่คนขี้บ่นที่พ่นความคิดเป็นตัวอักษร
ฉันไม่ใช่ศิลปิน...ฉันเป็นแค่คนที่วาดภาพได้และรู้ทฤษฎีบ้างก็เท่านั้น
ฉันไม่ใช่นักดนตรี...ฉันเป็นแค่คนหนึ่งคนที่ฟังทำนองแล้วรื่นรมณ์
ฉันไม่ใช่นักกีฬา...ฉันเป็นแค่คนที่ออกกำลังกายจริงจังอยู่พักใหญ่ๆ
ฉันไม่ใช่นักวิชาการ...ฉันเป็นแค่คนที่ชอบ ที่จะได้อ่านหลักการบางอย่างก็แค่นั้น
ฉันไม่ใช่นักปราชญ์...ฉันเป็นแค่คนที่เห็นความจริงบางอย่างในถ้อยคำเหล่านั้น
ฉันไม่ใช่นักธุรกิจ...ฉันเป็นแค่คนที่ทำทุกอย่างสนองต่อมสุนทรีย์ของตัวเองเท่านั้น
ฉันไม่ใช่นักรบ...ฉันเป็นแค่คนที่รักษาพื้นที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน
ฉันไม่ใช่ครูหรืออาจารย์...ฉันแค่อยากบอกในสิ่งที่ได้รู้มา ที่ถูกถ่ายทอดมา
ฉันไม่ใช่ลูกศิษย์...ฉันเป็นแค่คนที่พานพบความรู้ต่างๆทั้งที่จงใจและบังเอิญ

แล้วฉันเป็นใคร...

ฉันป็นแค่คนๆหนึ่งในหลายพันล้านคน
ฉันเป็นแค่ จุดสีเล็กๆในผืนผ้าใบผืนใหญ่
ฉันเป็นแค่อณูเล็กๆอณูหนึ่งของจักรวาล
ฉันเป็นแค่ คนที่มีภาระต่อกรรมที่ทำมาและที่ติดตัวมา

แล้วในท้ายที่สุด...

ฉันก็จะได้กลับไปอยู่ในที่ๆทุกคนต้องอยู่
กลับคืนสู่ธรรมชาติในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
กลับคืนไปเป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งของทั้งหมดอีกครั้ง

นั่นล่ะที่ฉันเป็น...

แค่ภาชนะบรรจุพลังงานชีวิต
แค่ภาชนะบรรจุกระบวนการแห่งชีวิต ความคิด และการกระทำ

เวลาเราตาย เราไม่ได้หายไปไหนหรอก...แค่เปลี่ยนสถานะ และถูกทดแทนด้วยคนรุ่นต่อไป แล้วเราก็ถูกลืมเลือน ไม่อย่างนั้นฉันก็ต้องรู้แล้วว่า ต้นทางสายพันธุ์คนแรกของฉัน เป็นใคร เขาเคยผ่านยุคหิน หรือยุคน้ำแข็งไหม ไม่แน่นะ ฉันกับอีกหลายๆคนที่ไม่เคยเจอหน้าหรือรู้จักกัน และไม่มีวันได้เจอในช่วงชีวิตที่มีลมหายใจอาจจะกลายเป็นเครือญาติแห่งต้นทางสายพันธุ์เดียวกันก็ได้

ไม่แน่นะคุณกับฉัน เราอาจเป็นญาติกันแต่รุ่นบรรพกาลก็เป็นได้ ใครจะรู้...

นั่นซินะ...ใครจะรู้ ก็ถ้าไม่มีเราที่ชอบเรียกตัวเองว่า สัตว์ประเสริฐ จะมีผู้สร้างเราได้ยังไง เพราะมีเรา ถึงยังมีคนที่เอ่ยนามหรือชื่อของอะไรก็ตามที่เรานับถือศรัทธา ยึดเหนี่ยวสิ่งที่เรียกว่าจิตใจอยู่จนบัดนี้ ก็เพราะแบคทีเรีย หรือไวรัส ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าศรัทธา หรือความเชื่อน่ะซิ เพราะสิ่งมีชีวิต ที่เราชอบเรียกมันว่า เดรัจฉาน ไม่มีสิ่งเหล่านี้นะซิ เราถึงได้ชอบที่จะสมมติ ให้ตัวเองเป็นแบบนั้น อย่างนี้ แล้วสุดท้าย ก็เหยียบย่ำทับถม ข้ามศพกันไปเพื่อให้ตัวเองบรรลุแก่อำนาจแห่งกิเลสนรก สันดานดิบ ที่เมื่อถึงจุดนึง ทุกผู้ก็ระเบิดมันออกมาเยี่ยง เดรัจฉาน ก็มิปาน แล้วยังกล้าเรียกตัวเองว่า สัตว์ประเสริฐ อยู่อีกเหรอ

หลอกตัวเองชัดๆ...

และก็อาจเป็นฉันด้วย ที่หลงทางอยู่ในวังวนความคิดพวกนี้ ที่ตามหลอกหลอนฉันอยู่อย่างนี้ นี่ฉันก็หลอกตัวเองอยู่เหมือนกันใช่ไหม เพิ่มความสับสนให้ตัวเองด้วยการเขียนความสับสน ให้ยิ่งสับสน...

ก็ฉันเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของสัตว์ประเสริฐ เหมือนกัน ฉันจะดีกว่าใครได้ยังไง














โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะครับ ถ้ามันไม่สมควรไปวิ่งวนเวียนในหัวสมอง
ในความคิดของท่าน จงตัดมันทิ้งไป ข้าพเจ้าไม่ได้มีเจตนาครอบงำ
หรือลบหลู่ใครแต่ประการใดทั้งสิ้น ท่านเลือกได้ เลือกได้เสมอในทุกสิ่ง

ไม่มีหรอก คำว่า ไม่มีทางเลือก เพียงแต่ทางเลือกเหล่านั้น
มักถูกเคลือบไว้ด้วยสัญชาตญาณที่เรียกว่า เอาตัวรอด อยู่เสมอๆ

ความห่าง...

วามห่าง...
เป็นคำที่บ่งบองถึงระยะทางระหว่าง 2 สิ่ง

ความห่าง...
บางครั้งทำใครต่อใคร รู้สึกเปล่าเปลี่ยว

ความห่าง...
ด้วยระยะทางตามหลักคณิตศาสตร์
ยังสามารถเดินทางไปเพื่อพบเจอกันได้
แม้ต้องใช้เวลาเข้ามาเป็นตัวแปรแห่งการพบเจอนั้น

แต่...ความห่างด้วยระยะทางของใจ
แม้อยู่ใกล้จนตัวแทบจะติดกัน
ก็ไม่สามารถรับรู้ถึงระยะของความห่างนั้นได้

"เวลาที่อยู่กับใคร อย่าเอาใจไปไว้ที่อื่นนะ..."

เวลาที่อยู่ห่างกันไป ส่งใจคิดถวิลหากันบ่อยๆนะ
แม้ว่าบางครั้งมันจะทำให้เรารู้สึกเคว้งคว้างไปบ้าง
เหงาหงอย เศร้าซึมไปบ้าง ก็ตามที

แต่มันอาจทำให้เรารู้ว่า เรา รักเขา...คิดถึงเขา...เสน่หาเขา มากเพียงใด

ห่างกันเพื่อพบว่า...วันนึงเมื่อเราย้อนกลับมาพบเจอ
เราจะยังคงเดิมต่อกันและกันไหม...

เพราะจริงๆแล้ว
คนเรามักปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อม
แต่ใจคนเรามักเปลี่ยนแปลงเพราะ ความไม่มั่นคง...



ปรับเปลี่ยน กับ เปลี่ยนแปลง
ระดับ ความเปลี่ยนไป ต่างกันแค่
คงความเป็นตัวเราไว้แต่เปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิต
กับ เปลี่ยงแปลงตัวเองทั้งหมด
โดยสูญเสียความเป็นตัวเราไปตลอดกาล

๑ ชีวิต เท่ากับ ๑ อาณาจักรอันไพศาล

คยถามตัวเองบ้างไหมว่า...การศึกษา คืออะไร ทำไมเราต้องไปสถาบันที่สอนวิชาต่างๆทำไมเราต้องสอบแข่งขันเพื่อให้ได้คะแนนที่ดีกว่าทำไมเราต้องดิ้นรนเพื่อการศึกษา เพื่อให้สอบได้และมีงานทำเท่านั้นเองหรือ...นั่นเป็นทุกสิ่งในชีวิตแล้วหรือ

ชีวิต ไม่ได้มีแค่นั้นแน่นอน ชีวิต เป็นความลึกลับอันยิ่งใหญ่

1 ชีวิต เท่ากับ 1 อาณาจักรอันไพศาล ที่ตัวเราได้ครอบครองเป็นเจ้าของอาณาจักรของเราเอง

การศึกษาจะไม่มีความหมายเลยหากมันไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจถึงความกว้างใหญ่ของอาณาจักรแห่งชีวิตนั้น...ซึ่งมีความงามความละเอียดอ่อน และอีกหลายอย่าง
เราอาจได้รับปริญญา มีตัวย่อ นำหน้าชื่อมากมายมีอาชีพที่ดี แต่มันจะมีความหมายอะไรหากจิตใจของเราขุ่นมัว และเต็มไปด้วยความคิดที่น่ารังเกียจซึ่งการศึกษาคงไม่ได้มีวัตถุประสงค์อย่างนั้นแน่นอนการศึกษาที่แท้จริงนั้น เพื่อให้เรารู้จักตัวเองเข้าใจในศักยภาพของตัวเอง เข้าใจจิตใจของตัวเองได้เป็นอย่างดีหรืออาจถึงขั้นลึกซึ้ง...ในแบบของเราเอง

ไม่ใช่ศึกษาเพื่อให้ทุกคนออกมาเหมือนกันมนุษย์ไม่เหมือนเครื่องจักร ไม่มีใครเหมือนใครการที่เรามัวแต่คล้อยตามสังคมนั้นทำให้ตัวเรากลายเป็นเครื่องจักร ที่ถูกควบคุมและครอบงำไร้ซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง...และทำให้ในที่สุดความเป็นตัวตนของเราก็หายไป และนั่นหมายถึงการมีชีวิตที่แท้จริงนอกเหนือจากแค่หัวใจยังเต้นอยู่ได้ยุติลง

คนเรายิ่งศึกษา และยิ่งมีความรู้มากเท่าไหร่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงความละเอียดอ่อนในจิตใจควบคู่กันไปด้วย อย่าหลอกตัวเองเพียงเพราะเรารู้สึกว่าเราเรียนมามากกว่าคนอื่น ทั้งๆที่ตัวเราเองไม่เคยเรียนรู้ถึงตัวตนของตัวเองเลยแม้แต่น้อย

เข้าใจอาณาจักรของตนเองในทุกอณูพื้นที่ให้ได้ซะก่อนก่อนที่จะพยายามข้ามผ่านเข้าไปยังอาณาจักรของผู้อื่น

พระนักบวชของทิเบตรุปนึง กล่าวไว้ว่า

การรู้จักผู้อื่น เขาเรียกว่า คนฉลาด
แต่การรู้จักตนเองนั้น เขาเรียก รู้แจ้ง



ยังไม่รู้จักตัวเอง
อย่าได้คิดพยายามเข้าใจผู้อื่นเลย

พ้นภาษา

สิ่งที่ฉันบันทึกไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองสิ่งรอบตัวมากกว่าวิถีของตัวเอง ดึงทุกอย่างรอบๆกายเข้าหาจุดศูนย์กลางคือตัวเราเอง แต่กับฉันที่มองจากตัวเอง ออกไปหาสิ่งรอบตัว อาจดูเหมือนเป็นคนมีอีโก้มากมาย แต่ข้อความทั้งหลายในโลกนี้ ตัวอักษรในหนังสือเป็นล้านๆเล่ม ในบันทึกเป็นล้านๆข้อความ ที่แสวงหาความหมายของอะไรสักอย่าง ต่างมีข้อเด่นข้อด้อยของมันเอง และเราทำได้แค่ซึมซับส่วนดีและเรียนรู้เท่าทันส่วนไม่ดีไว้จากสิ่งที่เรียกว่าความคิดของมนุษย์ เพราะแม้แต่ความคิดของฆาตกร ก็ต้องมีจุดที่น่าสนใจและให้ค้นหาคำตอบว่าเหตุใดเขาจึงกลายเป็นฆาตกร...แต่ไม่ใช่เพื่อทำให้เรากลายเป็นฆาตกรซะเอง

ทุกอย่างที่เรียกว่าความคิดเห็นย่อมมีเรื่องให้ถกกันเสมอ แต่หากการถกกัน ขาดการรับฟังที่ดีแล้ว มันก็กลายเป็นการเถียงกัน แล้วทุกอย่างก็หาข้อยุติได้ยากเย็นยิ่ง ความรู้ความเข้าใจในอีกสภาวะนึงจึงมีบทบาทควบคู่ไปกับทฤษฎีที่เขียนผ่านอักษรและพล่ามพูดด้วยถ้อยคำ สภาวะนั้นเรียกว่า พ้นภาษา

ในหนังสือ เต๋าแห่งฟิสิกส์ หนึ่งในหนังสือที่ข้าพเจ้าชื่นชอบมาก ที่มีการพูดถึงทุกสิ่งของจักรวาล ด้วยหลักการของฟิสิกส์ผนวกกับปรัชญาคำพูด ที่จำเป็นต้องเข้าใจในธรรมะด้วย ทุกอย่างจึงจะกระจ่างชัด ได้พูดถึงสภาวะ พ้นภาษาไว้ ซึ่งเท่าที่ฉันได้อ่าน และจับใจความได้แค่หางอึ่งเกี่ยวกับสภาวะนี้ก็คือ
ปัจเจกชนส่วนใหญ่เชื่อว่า มีตัวตนอยู่ภายในร่างกาย
จิตใจถูกแยกออกจากร่างกายและเป็นตัวควบคุมร่างกาย
ดังนั้น ความขัดแย้งระหว่างการจงใจทำ
กับสัญชาติญาณจึงตามมา

นอกจากนั้น อารมณ์ ความเชื่อ ความสามารถ และอื่นๆ
ก็ยิ่งเป็นแรงบวกที่ทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น

จริงๆแล้วประโยคข้างต้น
ล้วนเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งลวงตา
ที่เกิดจากการใช้ภาษาเพื่ออธิบายความสับสนในตัวเอง
แต่แทนที่จะเข้าใจ กลับยิ่งเพิ่มข้อสงสัย
และความสับสนมากขึ้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะภาษานั่นเอง

เมื่อจิตใจถูกรบกวน ความหลากหลายของสรรพสิ่งก็เกิดขึ้น
เมื่อจิตใจสงบลง ความหลากหลายของสรรพสิ่งก็มลายหายไป

เหตุผล...คนส่วนใหญ่ต้องการเหตุผลในทุกๆเหตุการณ์
ทุกๆการกระทำ ทุกๆสิ่งที่เราเห็นหรือสัมผัส
โดยมิได้ตระหนักถึงข้อจำกัดของเหตุผลนั้นเลย
ซึ่งสุดท้ายเพียงเพื่อหาเหตุผลงี่เง่าบางอย่าง
กลับทำให้มนุษย์ ต้องขัดแย้งกัน ทะเลาะกัน ฆ่าฟันกัน

จางจื๊อ นักปราชญ์
แห่งลัทธิเต๋ากล่าวเอาไว้ว่า

"สุนัขไม่ได้เป็นสุนัขดีเพราะ มันเห่าเก่ง
คนไม่ได้เป็นคนฉลาดเพราะ พูดเก่ง
และการโต้เถียงพิสูจน์ให้เห็นความชัดเจนใดไม่ได้
มีแต่จะเพิ่มข้อโต้เถียงไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด"


เราจึงจำเป็นต้องหาคำตอบของเหตุผลต่างๆด้วย
สติปัญญา ไม่ใช่ คำพูดตรรกกะ เพียงเพื่อหาว่า
มันเป็นจริงหรือเท็จ แต่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ต่อคำตอบของปัญหานั้น...แล้วการรู้แจ้งก็จะเกิด

การรู้แจ้ง ไม่ใช่การ ตรัสรู้ แต่เป็นการที่เราเข้าใจถึงความซับซ้อน
ในระบบความคิดคำนึงของเราเอง ซึ่งภาษาอธิบายได้ไม่หมดในสิ่งที่รู้นั้น



ดังนั้น ภาษาก็เป็นเพียงแค่ไม้เกาหลัง
ที่เราใช้มันเพียงเพื่อแก้อาการคันที่ผิวหนังเท่านั้น
มันไม่ได้ช่วยให้เรารู้เลยว่า อาการคันเกิดขึ้นจากอะไร