ความเคยชิน

คยรู้สึกไหมว่า...ความเคยชิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน มักทำให้เราขาดความระวังระไว มันทำให้เราเผลอเรอที่จะใส่ใจกับสิ่งนั้นๆที่เรารู้สึกเคยชิน

ความเคยชินมักทำให้เราชินชา ไม่ตื่นตัวกับสิ่งที่เราเคยชิน แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นเฉื่อยแฉะ ซังกะตาย ดังนั้นควรเหรอที่เราจะให้ความเคยชินมาเกาะกินหัวใจในทุกเรื่อง

ความผิดพลาดที่เกิดจากการกระทำที่เคยชิน ในหลายๆครั้ง ไม่ได้ช่วยให้เราเดินหน้าได้เลย มีแต่จะถอยหลัง มันต่างจากความผิดพลาดที่เกิดจากความตื่นตัว กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะความผิดพลาดที่เกิดจากความกระตือรือร้นนั้น ทำให้เรารู้ว่าครั้งต่อไปควรปรับแก้ตรงไหนให้ถูกต้องเหมาะสม แต่กับความผิดพลาดที่เกิดจากความเคยชินนั้น มักทำให้เราทำได้แค่สรรหาข้อแก้ตัวไปเรื่อย แต่ไม่ได้แก้ไขอะไรให้ดีขึ้นเลย

ฉันเองมีความเคยชินที่จำเป็นต้องเอามันออกไปจากใจให้ได้หลายเรื่อง...เพื่ออะไร เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องมานั่งทนฟังตัวเองแก้ตัว หรือให้คนอื่นมานั่งฟังฉันแก้ตัวอยู่ร่ำไปนะซิ ฉันเคยบันทึกไว้ว่า คนเราเมื่อทำอะไรผิดพลาดก็มักจะทำผิดซ้ำเสมอ มันเป็นเพราะอะไร ก็เพราะเจ้าความเคยชินนี่แหละที่ทำให้คนเราทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า...และอีกประโยคที่ฉันเคยบันทึกไปคือ คนเราใฝ่ต่ำเสมอเมื่อมีโอกาส มันบอกได้ชัดว่าแม้เราจะรู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังทำ เพราะมันเป็นความเคยชิน เป็นพฤติกรรมที่หยั่งรากในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร

หันมาทำอะไรดีๆ แล้วตื่นเต้นตื่นตัวกับการได้ทำดีอยู่เสมอๆกันดีไหม ให้ชีวิตมันเดินไปทางบวก ให้ชีวิตมันดีขึ้นทางเดียวไม่มีลงดีไหม ลองซิ เริ่มจากเอาความเคยชินในใจ ในการกระทำ ออกไปจากชีวิต...ฉันว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดหรอก เพียงแต่ตัวเรายังไม่เริ่มลงมือทำเท่านั้นเอง...

ชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า#2

บันทึกหน้าที่สองของชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า

จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเคยเขียนบทความโดยแทนตัวเองว่า "หุ่นเชิดแห่งโรงละครโลกของคนบนฟ้า" ข้าพเจ้าพร่ำพรรณนาถึงชีวิตที่เดินทางไปประสบพบเจอมา ว่าเป็นเพราะ คนบนฟ้าเชิดข้าพเจ้าให้เดินไป บางครั้งก็ทิ้งข้าพเจ้าไว้หลังโรงละครโลกเพียงดายเดียวในกล่องเก็บของ

แต่บัดนี้สิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบหลังจากกลับสู่เส้นทางของพระเจ้า ข้าพเจ้ากลับได้รู้ว่าโรงละครโลกโรงนี้มิใช่คนบนฟ้าเป็นผู้เชิด แต่กลับกันกลายเป็นคนที่อยู่เบื้องล่าง กำลังนั่งหัวร่องอหายในอากัปกิริยาต่างๆที่เขาเชิดเราให้เดินตุปัดตุเป๋จนเหมือนหลงทาง...หลายครั้งข้าพเจ้าโทษว่าคนบนฟ้าทอดทิ้งข้าพเจ้าไว้ แต่จริงๆแล้วพระองค์พยายามอย่างยิ่งที่จะดึงเราออกมาจากโรงละครโลกโรงนี้มากกว่าผู้ใด และในทุกวิถีทาง เพียงแต่ข้าพเจ้า กลับมองไม่เห็นและไม่ยืนหยัดตัวเองขึ้นมาต่างหาก

ข้าพเจ้ามัวพร่ำบ่นพร่ำคิดอยู่แต่ว่าตัวเองเหงา เหงา และเหงา เพราะคนบนฟ้าไม่เหลียวแล แต่กลายเป็นข้าพเจ้าต่างหากที่ไม่เหลียวแลการช่วยเหลือของพระองค์ เมื่อข้าพเจ้ากลับมายืนอยู่ในเส้นทางของพระองค์ข้าพเจ้าก็ได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว พระองค์พยายามอย่างยิ่งที่จะใส่หัวใจ ให้กำลัง และประทานชีวิตให้ข้าพเจ้าอยู่เนืองๆ ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่ตรงหน้า ตรงที่ข้าพเจ้านั่งกองอยู่ แต่กลับมองไม่เห็น ไม่หยิบจับและคว้ามันไว้

ในครั้งที่สามที่ไปโบสถ์ข้าพเจ้าได้รับแผ่นพับ ที่มีสรุปคำเทศนาในหัวข้อ "ความรักชนะทุกสิ่ง" (1 โครินธ์ 13:4-7) ซึ่งเป็นหัวข้อเดียวที่ผ่านตาซ้ำๆวนเวียนหลายครั้งตั้งแต่ข้าพเจ้าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคริสตจักร และจากการอ่านพระคัมภีร์ เหมือนพระองค์ทรงคอยบอกและเตือนให้ข้าพเจ้าได้ใช้ความรักให้ถูกทาง และรับความรักจากพระองค์และจากพี่น้องคริสเตียนทั้งหลาย ว่าความรักที่แท้นั้นเป็นอย่างไร เขาพิมพ์ไว้ว่า

ลักษณะของความรักที่ชนะทุกสิ่ง คือ ความรักที่เป็นดังนี้1.เป็นรักที่อดทนนาน หมายถึง ท่าทีภายในที่มีความอดทนต่อสิ่งต่างๆ และยอมผ่อนผันให้ แม้จะถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรมก็ตาม รักที่อดทนนานจะสามารถชนะจิตใจคนได้ และผู้ที่เชื่อก็สามารถแสดงความรักแบบนี้ต่อผู้อื่นได้เช่นกัน

2.เป็นรักที่กระทำคุณให้ คือ มีความเมตตากรุณา ซึ่งสำแดงออกมาได้ในสามลักษณะคือ
2.1 ไม่อิจฉา เมื่อเห็นคนอื่นได้ดี ไม่รู้สึกรุ่มร้อนภายใน และสามารถชื่นชมยินดีกับผู้อื่นได้อย่างเต็มใจ และจริงใจ
2.2 ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง และไม่หยาบคาย การไม่อวดตัวก็ย่อมไม่หยิ่งผยอง กาแสดงออกที่ไม่หยาบคายหรือไม่เหมาะสมก็ไม่ก็ย่อมไม่ปรากฏออกมา ความรักแท้จะมีชัยได้ต้องแสดงออกถึงการให้เกรียรติซึ่งกันและกัน ไม่ยกตนว่าอยู่เหนือใคร
2.3 ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำควมผิด คือ การที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าตนเอง ไม่ยึดตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทำให้ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว และไม่ช่างจดจำความผิดของผู้อื่น

3.เป็นรักที่ชื่นชมยินดีในความชอบธรรม คือ ชื่นชมยินดีในสิ่งที่ผู้อื่นกระทำอย่างถูกต้องชอบธรรม แต่ไม่ชื่นชมยินดีหรือคล้อยตามเมื่อผู้นั้นกระทำผิด

4.เป็นรักที่เชื่อในส่วนดีและมีความหวังอยู่เสมอ คือ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของผู้อื่น โดยเชื่อในส่วนดีของเขาเสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ

ในหลายๆครั้งเราใช้คำว่า "รัก" กับ ความรัก เป็นข้ออ้างในการทำร้ายจิตใจกันและกัน ด้วยความไม่เข้าใจถึงความรักอย่างแท้จริง แต่กับความรักที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามีต่อเราและได้บอกเราผ่านทางอัครทูตทั้งหลายนั้น เป็นความรักที่แท้ รักที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างแท้จริง หากเรามองเห็นและเข้าใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงให้เราด้วยความรักเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็หวังใจได้ว่า ข้าพเจ้าจะไม่กลับไปเป็นหุ่นเชิดของมารร้าย ในโรงละครโลกที่โดนอุปโลกขึ้นมาโดยมารร้ายเหล่านั้น และกักขังข้าพเจ้าไว้อีก

ชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า#1

บันทึกหน้าที่หนึ่งของชีวิตใหม่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า

เกือบสองเดือนมานี้ ข้าพเจ้าได้รับเชื่อในศาสนาคริสต์ นิกายโปเตสแตนท์(Protestant)ข้าพเจ้าได้รับอะไรหลายๆอย่าง ทุกครั้งที่ไปร่วมกลุ่มเพื่อสามัคคีธรรม และการไปโบสถ์ ทุกอย่างที่รู้สึกและรับรู้ภายในใจคือ ข้าพเจ้าไม่เคยโดดเดี่ยว ข้าพเจ้าไม่เคยต้องเดินคนเดียวมานานมากแล้ว เพียงแต่ข้าพเจ้ามิได้เหลียวมอง และรับฟังผู้ที่เดินเคียงข้างข้าพเจ้ามาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ทั้งๆที่ในหลายๆเหตุการณ์ หลายๆช่วงเวลาของชีวิต ข้าพเจ้าเหมือนจะรับรู้และสัมผัสกับพระเจ้าได้ โดยผ่านการอธิษฐาน ที่บางครั้งข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้ว่ากำลังวิงวอนขอกับใคร

แต่พระองค์ก็ทรงรับฟัง...และพยายามที่จะเรียกข้าพเจ้าให้กลับไปหาพระองค์ กลับไปสู่ทางที่พระองค์ได้บอกผ่านผู้คนนับล้านๆที่แสวงหาอาณาจักรของพระองค์ เพื่อให้ข้าพเจ้าได้พบกับความรอด ได้เรียนรู้ที่จะพูดคุยกับพระองค์ อย่างที่พระองค์พยายามคุยกับข้าพเจ้ามาตลอด เพียงแต่ข้าพเจ้าไม่ได้ยิน หรืออาจได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง

บัดนี้เมื่อข้าพเจ้าได้กลับเข้ามาในเส้นทางของพระองค์ หลายๆอย่างในชีวิตเปลี่ยนไปแม้จะไม่ได้เปลี่ยนแบบพลิกฝ่ามือ แต่ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งผู้คนรอบข้าง การเข้าสังคม การแต่งกายซึ่งข้าพเจ้าแทบไม่เคยแต่งกายสุภาพเลย ก็กลับทำให้ข้าพเจ้าแต่งกายดีขึ้น เป็นสุภาพชนมากขึ้น คิดในทางบวกมากขึ้น ใจเย็นขึ้น สบายใจมากขึ้น และหวังใจไว้ว่าทุกสิ่งอย่างที่เหมาะกับข้าพเจ้ากำลังได้รับการปรับเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นๆเรื่อยๆ

กลายเป็นว่าข้าพเจ้าอธิษฐานและพูดคุยกับพระเจ้าแทบทุกวัน และแทบตลอดเวลา ซึ่งนี่ยังเป็นเพียงช่วงแรก จำเป็นอย่างมากที่ข้าพเจ้าจะต้องหยั่งรากให้ลึกในคำสอน ในพระวจนะ ผ่านพระคัมภีร์ ผ่านการรับฟังคำสอนของผู้นำ ผ่านบทเรียนต่างๆที่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องรู้ในการเป็นคริสเตียนที่เติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณ และเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ สุดกำลังความคิด

ในวันอาทิตย์แรกของสัปดาห์ที่ข้าพเจ้าเกิดใหม่ กลายเป็นคนใหม่ ตอนที่เดินเข้าไปในโบสถ์ มีพี่น้องคริสเตียนที่ยืนต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พวกเขายื่นแผ่นพับให้ข้าพเจ้าใบหนึ่งซึ่งภายในมี สรุปคำเทศนาในหัวข้อ "ความเชื่อ...พลังแห่งชีวิต" (ฮีบรู 11:13-16) เขาพิมพ์ไว้ว่า

ลักษณะของผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ
1.เชื่ออย่างมั่นใจ คือ การเชื่อมั่นในใจ ในสิ่งที่พระเจ้าได้สัญญากับเราทั้งหลาย ถึงความรอด และการกลับคืนสู่อาณาจักรของพระองค์ เชื่อแม้ว่าจะยังไม่ได้เห็นว่าสิ่งที่เชื่อนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเดี๋ยวนั้น บัดนั้น เชื่อในสิ่งที่ดีที่บอกกล่าวถึงเรื่องราวของพระองค์และอาณาจักรของพระองค์ รวมถึงสิ่งจำเป็นที่สามารถนำมาใช้ดำเนินชีวิตประจำวันของตัวเราได้ทั้งหมดเป็นอย่างดี และถูกต้องชอบธรรม

2.เชื่อแม้ยากลำบาก คือ แม้เราจะตกอยู่ในความทุกข์ยาก ลำบากเพียงใด จงรักษาความเชื่อนี้ไว้ ความเชื่อในพระเจ้า ในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงนำทางเราไป ให้พระองค์เป็นแสงสว่างนำทางเราแม้ในยามที่เรามืดมิดที่สุดไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย หรือจิตใจ

3.เชื่ออย่างบากบั่น คือ ไม่หมดความเชื่อแม้สิ่งที่เชื่อจะยังไม่เกิดขึ้นหรือได้เห็น และไม่สงสัยในความเชื่อนั้น เพราะพระองค์ได้เตรียมแผนการที่ดีที่เหมาะสมกับเราไว้แล้ว เพราะพระองค์ทรงล่วงรู้ทุกสิ่งในจิตใจเรา ในความคิดเรา แม้เราจะไม่เอ่ยปากออกมาก็ตาม

4.เชื่ออย่างมั่นคง คือ เชื่อว่าในสิ่งที่เราเชื่อนั้น จะนำพาเราไปสู่สิ่งดีๆ ดีที่สุดที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้กับเรา และหากสิ่งที่เราเชื่อถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ก็เชื่อได้ว่า ท่านจะได้รับสิ่งดีๆจากความเชื่อนั้นแน่นอน

5.เชื่ออย่างเห็นคุณค่าของสิ่งที่เชื่อ คือ ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความเชื่อ เพราะเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนเชื่อ นั่นคือ แผ่นดินสวรรค์ ที่ๆความเชื่อจะเป็นดั่งสะพานที่ทอดยาวขึ้นไปสูงสุดสู่อาณาจักรพระเจ้า

ทุกสิ่งอย่าง ทั้งที่พิสูจน์ได้และไม่ได้ ต่างเริ่มขึ้นจากความเชื่อและการตั้งคำถามที่ว่า "จะเป็นไปได้ไหม...ถ้า?" แต่กับความเชื่อที่เป็นพลังแห่งชีวิตนี้ ไม่ต้องพิสูจน์ หากความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่ดีและชอบธรรม ทุกอย่างเป็นไปได้ และพระองค์จะทรงประทานสิ่งนั้นๆแก่เรา

ข้าพเจ้าคิดว่าการเปลี่ยนความเชื่อของใครสักคนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องยาก แต่เราลองสังเกตเด็กๆดูว่า เวลาที่เราพูดหรือเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง เขาจะเชื่อ และเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ ในสิ่งที่เราเล่าบอก แล้วท่านล่ะ จะมัวปล่อยให้ฝุ่นผงแห่งอายุขัยเกาะตัวเคลือบความเชื่ออยู่ทำไม ล้างมันออกให้ใสกระจ่าง ดังแก้วเจียรไน และเชื่ออย่างที่ได้กล่าวไปแล้วทั้งห้าข้อ ท่านคิดว่าท่านต้องสูญเสียอะไรเหรอ? ข้าพเจ้าขอบอกว่าไม่เลย มีแต่ได้ และได้ในสิ่งที่ ผู้คนอีกมากมายที่ขาดความเชื่อไม่เคยได้รับ...ก็นานเท่าไหร่แล้วที่ท่านไม่ได้แหงนหน้ามองฟ้า พูดคุยกับดวงดาว ก้อนเมฆ และสายลม ที่ๆพระองค์สถิตอยู่ ที่ๆพระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น...

คู่แท้...

คู่แท้เกิดยากมาก แต่ฉันเชื่อว่าคู่แท้มีจริง เหมือนหนึ่งดวงวิญญาณแต่แยกเป็นสองร่าง แล้วก็กลับมาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด วันนึงทั้งคู่ต้องกลับมาเจอกันไม่ทางใดก็ทางนึง และถึงแม้จะใช้เวลานานหลายพบหลายชาติ เวลา...ก็ไม่ได้ทำให้คู่แท้โหยหากันน้อยลง


แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครคือคู่แท้ของเรา...ไม่มีใครบอกได้หรอก เราพบเราจะรู้เอง และความรู้สึกนั้นต้องไม่หลอกตัวเอง และไม่ทรยศความรู้สึกนั้นๆ ด้วยการบังคับฝืนใจด้วย...การรอคอยอะไรบางอย่างหรือใครบางคนนั้น มักมีแรงดึงดูด และถึงแม้จะมากมายมหาศาล หรือน้อยนิดเพียงใดก็ตาม แรงดึงดูดนั้น ทรงพลังเสมอ และเรารับรู้ได้ว่ามันส่งผ่านไปถึงใครคนนึง คนที่เขานั้น ก็อาจกำลังส่งผ่านความรู้สึกอย่างเดียวกันกลับมา


คู่แท้ คือหนึ่งเดียวของจิตวิญญาณที่แบ่งเป็นสอง ตามที่เกริ่นไปข้างต้น ดังนั้นความห่างของระยะทาง กับความห่างของใจ มันเทียบกันไม่ได้แน่ เพราะคู่แท้อยู่ไม่ได้ถ้าขาดอีกครึ่งของดวงวิญญาณ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทุกผู้มีคู่แท้ บางคนกว่าจะหากันจนเจอ อาจกินเวลาล่วงไปเป็นไม้ใกล้ฝั่งแล้วก็มี ในขณะที่บางคนไม่รับรู้ถึงความรู้สึกถึงการมีตัวตนของคู่แท้นั้น ดังนั้นการรับรู้ถึงความมีตัวตนในอีกครึ่งของดวงวิญญาณนั้น เป็นสิ่งที่ใครบอกแทนใครไม่ได้ ต้องให้ใจเราบอกตัวเราเอง(โดยไม่ลวงตัวเอง)


ค้นหา คู่แท้ด้วยใจ...ถ้าตัวเรามีคู่แท้ดังที่ว่า และมั่นใจว่ามีอีกครึ่งของดวงวิญญาณที่ต้องตามหา ไม่ว่าจะอีกกี่ปีกี่ชาติ สักวันจะได้พบ สักวันต้องได้พบ สักวัน...



"กว่าจะประสพพบเจอกัน ต้องทำบุญร่วมกันมาเป็น 10 ชาติ
กว่าจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกัน ต้องทำบุญร่วมกันมาเป็น 100 ชาติ"



ก็บอกแล้ว...เวลา ไม่ทำให้คู่แท้โหยหากันน้อยลงได้หรอก ฉันเชื่ออย่างนั้น


ปล.เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน ขอบคุณ

ค้น...ให้เจอ

  • ฉันเคยนั่งวาดรูปสมัยเด็กๆ และฉันเรียนไม่เอาไหน
  • ฉันเคยเรียนภาษาจีนทั้งๆที่พ่อแม่ของฉันก็เป็นเชื้อสายจีน ที่ทั้งปู่ย่าตายายฉันก็อพยพมาจากเมืองจีนและฉันก็ไม่เอาถ่าน
  • ฉันเคยเรียนเปียนโน ได้รู้จักตัวโน้ต เล่นเพลงง่ายๆได้ และฉันก็ล้มเลิกมันเสีย
  • ฉันเคยเข้าวงดุริยางค์ของโรงเรียน ได้เล่น ซูปราโน่แซ็ก เป็นเครื่องแรก ตามมาด้วย คาริเน็ต แล้วฉันก็ถูกฉุดรั้งให้กลับมาเรียนด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว
  • ฉันเคยเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลของอำเภอ และเป็นนักกีฬากระโดดสูงของโรงเรียน แล้วฉันก็ถูกฉุดให้กลับเข้าหาวิชาการเพียงอย่างเดียวอีกครั้ง
  • ฉันเคยเล่นกีต้าร์ แล้วเปลี่ยนเป็นเบส มีวงกับเพื่อนๆซ้อมกันเล่นกัน แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป และฉันก็เลิกเล่นมันไปเฉยๆ
  • ฉันเรียนมัธยมปลาย สายวิทย์ เรียนทั้งเคมี ชีวะ และฟิสิกส์ แล้วสุดท้ายฉันก็ย้อนกลับไปหาสิ่งที่ฉันทำในวัยเด็กนั่นคือ การวาดรูปและศิลปะ

ทั้งหลายเหล่านี้ ฉันมานั่งนึกว่า...สิ่งใดกันหนอที่เป็นแรงขับให้เกิดการค้นหาตัวเองตั้งหลายด้านเพื่อสุดท้ายก็กลับมาทำในสิ่งที่เราชอบอยู่แล้วแต่แรก และถึงแม้มันไม่ได้สุดยอดในสายตาใคร ฉันก็ยังภูมิใจที่ฉันได้ทำในสิ่งที่ฉันชอบ หลายๆครั้งฉันนั่งนึกว่ามันก็ตลกดีนะ เพราะหากวันเก่าก่อนนั้นฉันไม่ถูกดึงถูกรั้งกลับมา ฉันอาจเป็นอย่างอื่นไปแล้วก็เป็นได้ แต่หากถามความชอบจริงๆอย่างที่สุด ฉันก็ยังไม่ทิ้งการวาดอยู่ดี ทั้งหมดนี้ฉันถือว่าอย่างน้อยฉันก็รู้ว่าฉันชอบอะไรและได้ทำในสิ่งนั้น หากหลังจากนี้ อาชีพฉันจะเปลี่ยนไปอีกกี่ร้อยกี่พันอย่าง สักวันฉันก็จะต้องหาทางย้อนกลับมาสู่สิ่งที่ฉันรักและชอบอีกจนได้นั่นแหละ

การค้นหาตัวเองไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่บางครั้งความจำเป็นที่จะต้องทำในสิ่งที่ไม่ได้รักไม่ได้ชอบ มันก็ไม่ได้หมายความว่า เราทรยศตัวเองสักหน่อย เราแค่เดินอ้อมไปอีกนิดก็เท่านั้น บางคนอาจเดินอ้อมได้เร็วและกลับมาในเส้นทางเดิมของตนได้เร็ว ในขณะที่บางคนก็ช้าเพราะมัวแต่เขว้ไปตามแรงดึงของสิ่งรอบกายจากผู้คนรอบข้าง

จะอย่างไรก็แล้วแต่ อย่าให้กลายเป็นว่า...กว่าจะรู้ว่าตัวเองต้องการทำอะไร รักชอบสิ่งใดจริงๆ ก็จวนเจียนเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของอายุขัยซะก่อนก็แล้วกัน แต่ก็อีก...ถึงจะรู้ช้า ก็ยังดีกว่าตายไปโดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเราเองรักและชอบในสิ่งใดกัน

ฉันจำประโยคที่ คุณอุดม แต้พานิช พูดอยู่ประโยคหนึ่ง ที่เห็นแล้วว่ามันเป็นจริงที่สุดสำหรับคนยุคปัจจุบัน ประโยคที่ว่านั้นคือ

"คนเรามีความพยายามเท่ากัน แต่ใช้ไม่เท่ากัน"


ฉันว่ามันบ่งบอกรวมได้ถึงว่า...พรสวรรค์ อาจเป็นเพียงสิ่งที่ตนชอบและรู้สึกถนัดในการที่จะทำ แต่พรแสวง เป็นความพยายามเพื่อสร้างความชำนาญ ที่เมื่อใครมีแล้วไม่ว่าจะทำสิ่งใดๆที่ตนมีความชำนาญและรู้แจ้งแทงตลอด ย่อมประสบผลสำเร็จทั้งสิ้น

ค้นหาตัวเองให้พบ และใช้ความพยายามเพื่อให้เกิดความชำนาญให้ถูกทาง แล้วท่านจะได้รู้ว่า

ความสุขนั้นอยู่กับสิ่งที่ได้ทำ ไม่ใช่สิ่งที่ได้มา