ฉันเคยแพ้ ความหนาว แต่ตอนนั้น ฉันมีเธออยู่ใกล้ เคียงข้างและกอดกายส่งใจให้ฉันได้รับไออุ่น
วันนี้...ฉันได้รู้ว่า ความหนาวไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกแย่ แต่ความเหงาต่างหากที่ทำให้ฉันพ่ายแพ้ต่อทุกสิ่ง เพราะไม่มีเธออยู่ใกล้ๆอีกต่อไป
ฉันเคยบอกว่าคนเราไม่รู้จักวิธีการอยู่เพียงลำพัง แต่นี่มันไม่เหมือนกันในจุดที่ฉันยังคงค้างคาใจกับความรักของเรา ว่ายังมีอยู่หรือไม่ ซึ่งถ้าถามฉัน ฉันยังมี และมีมาก มากจนลืมไม่ได้ เกลียดก็ไม่ลง
เวลาที่ฉันรักใคร ฉันพยายามอย่างที่สุดที่จะเป็นคนรักที่ดี เพราะบางเรื่องฉันก็ไม่ดี แต่หากเรื่องความหลายใจคงไม่ เพราะฉันเคยโดนมาก่อนและรู้ว่ามันเสียใจแค่ไหน... เสียใจมากขนาดไหน
แต่รู้สึกว่ากับคนเหล่านั้นที่ฉันทุ่มเทให้ จะไม่ได้รู้สึดเช่นนี้ พวกเธอมองไปที่มูลค่าของความรัก มากกว่า คุณค่าของความรักที่ฉันมีให้เสมอ
รู้สึกเหมือนเวลาคนเหล่านั้นไม่ต้องการฉันแล้ว ก็สามารถเขี่ยฉันทิ้งได้อย่างง่ายดาย และเย็นชาแบบสุดกึ๋นแช่แข็ง
ทุกอย่างที่ฉันทำไปตลอดเวลาที่เรารักกัน ไม่มีความหมายใดๆ ไม่เคยสถิตอยู่ในความทรงจำของคนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย แล้วฉันก็กลายเป็นคนไม่มีอนาคตมั่งหล่ะ ไม่มีใจมั่งหล่ะ เห็นแก่ตัวมั่งหล่ะ ไม่เข้าใจมั่งหล่ะ...ฟังแล้วทุเรศโสตประสาทฉิบเป๋ง (บอกกันตรงๆว่าเบื่อกูแล้วยังจะดีกว่า)
ฉันกลายเป็นไอ้ตัวเหม็นเบื่อทันทีที่เอ่ยปากถามว่า...ฉันผิดตรงไหน ซึ้ง โคตรๆ เลย ขอบอก
วันนี้ ความรักลวงโลกของเธอ ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตฉัน เพราะสุดท้ายฉันก็เป็นไอ้อียอ...ลาโง่...ที่โง่บรม...ที่ดันเชื่อคำลวงเหล่านั้น...สมน้ำหน้าตัวเองฉิบ
อยากจะบอกว่า ณ เวลานี้ คำว่า 'รัก' ที่ลวงหลอกของคุณ มันไม่มีคุณค่าอะไรเลย เพราะมันทำให้ผมรู้ว่า...ลิ้นนั้นร้ายกาจแค่ไหนหากคำที่พูดไม่ได้ออกจากใจ สักแต่พูดไปวันๆ
40 เข็มที่ฝ่ามือ กับความพิการของร่างกายที่เธอหยิบยื่นให้ ก็ยังไม่เจ็บปวดเท่า... 1 แผลในใจ กับความพิการของความรู้สึกที่เธอเป็นคนแทงมันเข้าไปเลยสักนิด
เพราะฉันไม่ได้เปลี่ยนใจง่ายๆ
เหมือนเธอ
ฉันจึงยังคงแบกความทุกข์จากรักนี้อยู่
เพราะฉันไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจของใคร
เหมือนเธอ
ฉันจึงยังคงยอมโง่ แบกรับความรู้สึกเลวร้ายนี้อยู่
เพราะฉันถือเรื่องความรักเป็นเรื่องสำคัญ
ต่างจากเธอ
ฉันจึงยังคงรักเธออยู่
เพราะฉันยอมโง่
สะใจไหมที่รัก...
ที่รักที่ฉันไม่มีสิทธิ์รักอีกต่อไป
แล้วสักวัน ฉันจะกลายเป็นคนเย็นชาเหมือนเธอ
เธอคนที่สอนฉันให้เรียนรู้กับความรู้สึกนี้
และเปลี่ยนฉันเป็นคนไร้หัวใจ...เหมือนเธอ
ทั้งใจเต็มไปด้วยความปวดร้าว และเสียความรู้สึกจากน้ำมือของเธอเพียงผู้เดียว ไม่รู้ทำไมยังจะคิดถึงคนที่ทำร้ายเราได้ขนาดนี้ ทำร้ายทั้งตัว และหัวใจเรา ทำร้ายทุกความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันมาตลอด 1 ปี 2 เดือน กับอีก 5 วัน
สิ่งที่เคยฝันไว้ร่วมกัน กลายเป็นฉันฝันอยู่เพียงผู้เดียว มันมลายหายไปในพริบตา...กลายเป็นฝันเปียกของฉันอยู่เพียงดายเดียว 555
อยากเกลียดเธอจัง...แต่ทำไม่ได้
แล้วสักวัน คำพูดที่ว่า 'ผมบอกคุณแล้ว' จะไม่ใช่แค่คำพูดจากปากคนเห็นแก่ตัวของคุณคนนี้อีกต่อไป...แล้วมือที่เต็มไปด้วยแผลเป็นจนแทบพิการผมจะเป็นพยานถึงคนอย่างผม...คนที่คุณหาว่าเห็นแก่ตัว ว่าจริงๆแล้วคำๆนี้ ใครกันที่ควรรับมันไป...สักวัน...ไม่นานหรอก
หากความรักทำให้ฉันเป็นคนเห็นตัวฉันยอมหากความเห็นแก่ตัวนั้น เป็นเพราะฉันรักเธอฉันยอมหากฉันรักเธอแล้วทำให้กลายเป็นคนโง่ฉันยอมหากความโง่ของฉันทำให้ฉันได้อยู่ใกล้เธอฉันยอมหากคำลวงของเธอ ทำให้ฉันคิดไปเองว่าเธอรักฉันยอมหากการได้อยู่ใกล้เธอ ทำให้ฉันเป็นทุกข์ฉันยอมหากการเป็นทุกข์นั้น ทำให้ฉันยังได้เป็นห่วงดูแลเธอฉันยอมแต่หากทุกอย่างเป็นเพียงเพราะเธอสนองอารมณ์ความรู้สึกของเธอเพียงผู้เดียวมันก็ไม่มีคุณค่าใด...ที่ฉันจะเสนอหน้าไปรักคุณ
ใครต่อใครอาจบอกว่า "วางมันลงเถอะ" แต่เวลาที่คุณรู้สึกหลงรักอะไรสักอย่าง...แม้มันเป็นเพียงก้อนดินหรือเม็ดทราย ใหญโตเท่าภูเขาหรือละเอียดเป็นฝุ่นผงธุลีดินคุณก็ยังจะคงแสวงหาและเก็บมันไว้...อยู่ดี
ปล.ช่วงนี้จำเป็นจะต้องหายสาบสูญ เพราะข้าพเจ้าเพิ่งเปิดร้านอาหารใหม่ ใหญ่พอประมาณ ขายทุกวันตั่งแต่ตี 5 ยัน 3 ทุ่ม เป็นไปได้ว่าหลังจากที่บ่นอย่างหยืดยาวในหน้านี้ อาจหายไปอีกนาน...ขอบคุณน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่านที่คอยให้กำลังใจ มันยังมีค่ามากกว่าคำหวานของคนที่อยู่กับเรา กแล้ววันนึงเขาก็ไป...ขอพระเจ้าอวยพร
ปล. 2...หากข้าพเจ้าไม่ได้เข้ามาอัพเดทเรื่องราวใดๆจนเลยปีใหม่ ข้าพเจ้าขอฝากไว้ที่นี่ว่า ขอพระเจ้าทรงอวยพรแด่ทุกคนที่มีใจประเสริฐในมิตรภาพที่มีต่อข้าพเจ้า ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่ทุกท่านสมหวังดั่งตั้งใจในทุกเรื่อง อะไรเลวร้ายก็ขอให้มันผ่านไปและไม่หวนกลับมาทำร้ายท่านอีก มั่งมีปัญญา กับการดำรงชีวิตอยู่ และต่อสู้เพื่อคนที่รักท่าน และท่านรัก ขอพระเจ้าอวยพร ในนามแห่งพระมหาเยซูคริสตเจ้า
เอเมน
Merry christmas & Happy New year
จบ.
จริงๆถ้าวันนี้เธอยังอยู่กับฉันและเรายังรักกันก็ 1 ปี 4 เดือน พอดี
1 ปี 4 เดือน
ตวามรัก ความห่วงใยของคนเราด้อยค่าไปทันที เมื่อ เงินเข้ามาเกี่ยว คงเป็นอย่างเนื้อเพลงที่ว่า รักกันชอบกันต้องกินข้าว แต่งกันตัวเปล่าจะเอาอะไรทำกิน หรือเอาง่ายๆ ความรักมันกินไม่ได้นั่นเอง
น่าแปลกที่ใครๆก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับมารรูปแบบนี้ รูปแบบที่มากับเงินตรา ลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ เพราะเงิน ภรรยาฆ่าสามี เพราะเงิน เพื่อนฆ่าเพื่อน เพราะเงิน คนฆ่ากัน เพราะเงิน เจ้ามารตัวนี้มันร้ายกาจจริงๆ
ผมเคยอ่านเจอประโยคที่ว่า 'สิ่งมีค่าที่สุดในโลก คือ ความรัก และสิ่งที่สามารถซื้อหาความรักได้ คือ การรักยิ่งกว่า' แต่ปัจจุบันนี้รู้สึกจะไม่ใช่แล้ว คนเราถูกตัดหางปล่อยวัดได้ง่ายๆเพียงเพราะเรื่องเงิน
ฉันจะไม่ขอญาติดีกับมารตัวนี้เด็ดขาด ฉันจะไม่เอามันเป็นที่หนึ่งในชีวิตเด็ดขาด และฉันเกลียดมารตัวนี้มาก มันทำให้ชีวิตฉันพินาศจากทุกสิ่ง พินาศจากอิสระภายใน พินาศจากคนที่ฉันรัก พินาศจากมิตรภาพต่างๆ เสียใจที่ฉันพยายามอดกลั้นต่อมันและคิดว่าคนรอบกายฉันก็จะทำเช่นกัน แต่ไม่ สุดท้ายทุกคนก็แพ้มันจนได้
ขอพระเจ้าจงโปรดประทานปัญญาให้แก่ข้าพระองค์มากกว่าความมั่งคั่ง ขอให้ข้าพระองค์เป็นคนถ่อมท่ามกลางคนจน ดีกว่าเป็นผู้เย่อหยิ่งท่ามกลางคนรวย ขอให้ข้าพระองค์ไม่เห็นแก่ตัวดั่งที่ข้าพระองค์ถูกต่อว่า และขอให้ข้าพระองค์ยังคงทำดีต่อไปแม้นว่าจะไม่มีใครเห็นค่าแม้แต่คนที่ใกล้ชิดกับข้าพเจ้าที่สุดและข้าพเจ้าคิดว่าเขาจะเข้าใจ ขออย่าให้ข้าพระองค์ต้องตกเป็นทาสของมารตนนี้ อย่าให้ข้าพระองค์เป็นทาสของ เงินตรา หากข้าพระองค์จะมีมันได้ ขอให้ข้าพระองค์เป็นนายเหนือมันด้วยเทอญฯ ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอน และขอบพระคุณพระองค์ ในนามแห่งพระมหาเยซูคริสต์เจ้า เอเมน
สิ่งเหลือเชื่อของความรัก
เพราะทุกคำพูดที่เราได้ยินได้ฟังจากใครคนหนึ่งเพราะทุกตัวอักษรที่เราเคยได้อ่านจากหนังสือเพราะทุกเวลาที่แสงแดดสาดส่องทอแสงลงมาอาบตัวเพราะทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านห้อมล้อมร่างกายเพราะทุกสัมผัสกับความรู้สึกที่เกิดในชีวิตที่ผ่านมา
สมัยลืมง่าย
ถกกันสักหน่อย สรุปงูๆปลาๆ แล้วก็ซาหายไปเฉยๆ...จะอ้างว่าไม่อยากให้มีใครพูดถึงหรือตอกย้ำความเสียหายความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น มันใช่เหรอ ก็ตอนที่เกิดปัญหาเกิดความเสียหายตื่นมาแต่เช้าโทรทัศน์อ่านข่าวกันครึกโครมทุกช่อง พาดหัวตัวเท่าบ้านในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ย้ำๆซ้ำๆอยู่เป็นหลายวัน แล้วอยู่ๆข่าวพวกนั้นก็หายไป อาจไม่ถึงกับสาบสูญแต่ระดับการให้ความสำคัญลดลงอย่างรวดเร็วจนหมดไป จนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม จึงหยิบจับมาพูดกันใหม่ เกิดเป็นวงจรหายนะซ้ำๆที่ไม่หมดสิ้นไป ตั้งกลุ่มนั้น หน่วยงานนี้ ผมไม่เคยเห็นมีใครมาแถลงผลการทำงานอย่างจริงจังสักคน สักกลุ่ม สักหน่วย ทำไม
เมื่อไหร่สังคมสมัยนี้จะตระหนัก และจดจำความผิดพลาดและแก้ไขอย่างจริงจังสักที จะมัวลอยชายเป็นใบไม้ปลิวตามลมไปถึงเมื่อไหร่ ลมหอบมาก็ลอยสูงปลิวว่อน พอลมหมดก็ร่วงลงหยุดนิ่งเน่าเปื่อยสลายไป จะเป็นกันแบบนี้นะหรือ คนในสังคมสมัยนี้ทำได้เท่านี้เองหรือ
มันน่าน้อยใจแทนผู้ที่สูญเสีย ธรรมชาติที่สูญเสีย สิ่งที่สูญเสียไป เพราะอีกไม่นาน คนเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้น ธรรมชาติเหล่านั้นก็จะถูกลืม...แล้วเราจะมีความทรงจำและการเรียนรู้ไปทำไม เพื่อตัวเองเท่านั้นเหรอ
ที่ผมบันทึกถึงเรื่องนี้ก็บังเอิญว่าไปนั่งไล่ดูข่าวเก่าๆ หรือรายการทอล์คโชว์เก่าๆที่ถ่ายทอดไปแล้ว แล้วกลับมานั่งนึกว่า เอ...แล้วตอนนี้ไอ้ข่าวพวกนี้มันหายไปไหน กระแสแบบนั้นมันหายไปไหน อยู่ๆมันหายไปได้ยังไง ไม่มีใครกล่าวถึงอีกในช่วงเวลาไม่นาน...ทำไมเป็นแบบนั้น
แล้วก็มาตระหนักว่า...อ๋อ...คนในสังคมสมัยนี้มันลืมง่ายนี่เอง คนในสังคมสมัยนี้มัวแต่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าตัวเองมีชีวิตก็ปั่นเงิน ปั่นอำนาจ จนถึงปั่นป่วนคนอื่นไปวันๆ แบบนี้เอง ทุกอย่างเป็นแค่ละครฉากหนึ่งของสังคมที่มันควรจะมี ควรจะออกมาพูดๆๆ แล้วก็ลืมมันซะ เพราะละครฉากต่อไปกำลังมา...บริโภคข่าวสารข้อมูลเพื่อให้มีเรื่องคุยในวงเหล้า ในสภากาแฟ ในการใช่เพื่อตีสนิทกับใครสักคนเพื่อผลประโยชน์อย่างอื่นเรื่องอื่น เมื่อหมดวาระก็หมดการสานต่อข้อมูลเหล่านั้น ไม่เคยแตกฉานกับอะไรจริงจังเลยสักอย่าง แค่ให้มีอะไรให้ดูเหมือน กูก็รู้นะ กูก็คุยได้นะ กูก็พูดได้นะ มันเลยกลายเป็นสังคมที่มีแต่คนจะพูด จะเสนอ แต่ไม่ฟัง หรือฟังแต่ไม่ได้ยินอยู่อย่างนั้น
แล้วความเสื่อมก็บังเกิด...จบ
พอแระ...เหนื่อยไม่รู้จะบันทึกไปทำไม...สุดท้ายก็เป็นได้แค่จุดสีเล็กๆจุดหนึ่งบนผืนผ้าใบอันใหญ่โตมโหฬาร ที่ไม่รู้ใครสักกี่คนจะสังเกตเห็น
คำตอบ...ใกล้กว่าที่คิด
เคยเป็นไหม...เวลาที่ทำอะไรแล้วมันไม่เข้าท่า แต่เราไม่เคยรู้ตัวว่ามันไม่เข้าท่า จนเกิดเรื่องเกิดปัญหา เลยเพิ่งจะมาสำนึกสำเหนียกถึงสิ่งที่ได้ทำไป แล้วก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร...ผมเป็นบ่อยมาก
และเมื่อเรารู้สึกกดดันกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากๆจนเกินพอดี ความเครียดอย่างรุนแรงก็จะบังเกิดตามมา แล้วทุกอย่างก็เหมือนกับว่ามันจะไม่มีทางไป ไม่มีทางออก เหมือนสัตว์ป่าที่เคยมีชีวิตอิสระเสรีแล้ววันหนึ่งต้องมาอยู่ในกรงขังหรือโดนกักบริเวณไว้ยังไงยังงั้น มันช่างเกินจะรับได้
แล้วพอตกอยู่ในสภาพนั้น เราจะทำยังไง เราจะทำอะไรได้ นอกจากหมกหมุ่นคิดวนเวียน เวียนวนอยู่อย่างนั้น เหมือนหันหน้าเข้าหากำแพงไม่มองไปทางอื่น แต่แล้วพอเราเริ่มมองออกไปจากตัวเองจากปัญหา ไม่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทันที ณ ตอนนั้น เราก็พบคำตอบแบบไม่คาดฝัน
ฟังแล้วเหมือนงมงายแต่เท่าที่ผมประสบพบเจอมาเวลามีปัญหาที่ยากจะได้คำตอบนั้น คือ ผมมักจะมองไปรอบๆตัว บางครั้งไม่ได้อยากดูโทรทัศน์ก็เปิด บางทีไม่ได้อยากฟังวิทยุก็ฟัง หรือไม่ได้อยู่ในอารมณ์ของการจะหยิบจับหนังสือสักเล่มมาเปิดอ่าน ก็อ่าน แล้วทุกครั้งก็ได้คำตอบ ซึ่งอาจจะไม่ได้ตรงตัวกับปัญหาที่เกิดขึ้นเป๊ะๆ แต่พอกลับมานั่งคิดถึงสิ่งที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน มันก็บรรเจิดขึ้นมาโดยฉับพลันว่านี่แหละวิธีแก้ปัญหา จงทำซิ...แล้วจะรู้!
หลายวันมานี้ผมตั้งใจไว้ว่าต้องเลิกกินเหล้าโดยเด็ดขาด จากที่เคยกินบ่อยๆแม้จะไม่ถึงขั้นทุกวันแต่ทุกครั้งที่เมาก็คือ ทุกครั้งที่ชีวิตขาดหายไปเลย กลับบ้านยังไงไม่รู้ พูดอะไรกับใครไม่รู้ แสดงออกกับคนอื่นอย่างไรไม่รู้ บางทีจำชื่อคนที่เราคุยด้วยยังไม่ได้ด้วยซ้ำ...มันดีตรงไหน ผมก็ไม่เข้าใจ เหมือนจะไม่ต้องผูกผันกับอะไรหรือสิ่งใด แต่ทันทีที่เราแสดงออกซึ่งพฤติกรรมแปลกๆที่เกิดจากความเมาเหล่านั้นไปแล้ว ก็เชื่อได้เลยว่า กรรมได้ผูกผันตัวเราเองกับผู้อื่นและสิ่งอื่นไปแล้ว
ใจผมนั้นตั้งใจจริงที่ต้องเลิก แต่สิ่งที่ผมยังรู้สึกไม่วางใจก็เป็นใจตัวเองอีกนั่นแหละ แล้วผมก็เจอสิ่งที่เหมือนมายืนยันว่าสิ่งที่ตั้งใจนั้น ถูกต้องแล้ว จู่ๆผมก็เดินไปเปิดโทรทัศน์ เปิดขึ้นมาก็อยู่ที่ช่อง 5 เป็นรายการเจาะใจ แขกรับเชิญคือ คุณจิ๊บ ผู้เขียนหนังสือชื่อ หักหลังผู้ชาย และอีกหลายเรื่องหลายเล่ม สิ่งที่รายการได้ดำเนินไปนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวคุณจิ๊บซึ่งค่อนข้างอยู่เหนือความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน และแม้ว่าศาสนาของผมไม่ได้บอกให้เชื่อเรื่องที่นอกเหนือจากพระเจ้า...แต่สิ่งที่ได้รับนั้น ผมกลับตีความว่า มันเป็นคำตอบของสิ่งที่ผมได้ตั้งใจทำ ว่าควรทำ และจงทำ เพราะความดีของคนๆหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน คำตอบนั้นเด่นชัดจนแทบไม่ต้องไขว่คว้าหาจากที่ไหนอีก สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยคที่ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ในศาสนาของผม คือ
"พระองค์มาทันเวลาเสมอ"
"พระองค์ให้โอกาสสำหรับผู้ที่กลับใจเสมอ"
สิ่งที่ผมบันทึกมานี้ ผมไม่ได้บอกให้คุณ เชื่อเหมือนที่ผมเชื่อ หรือเปลี่ยนศาสนามาเชื่อในแบบเดียวกันกับผม เพราะเมื่อกรรมที่เป็นบาปได้เริ่มต้นขึ้นแล้วไม่มีใครหนีพ้น...ต่อให้คุณเปลี่ยนไปอีกกี่สิบศาสนา คุณก็หนีสิ่งที่คุณก่อไว้ไม่ได้...
เพียงแต่หนทางต่อไปของตัวคุณเองนั้น คุณเลือกที่จะสานกรรมนั้นต่อ หรือตัดวงจรกรรมนั้นไป อะไรที่เคยทำก็ยังจำเป็นต้องรับผล แต่ชีวิตต่อจากนั้นเล่า หลังจากผลของกรรมตามทันแล้วเล่า ท่านจะทำอย่างไร จะหนีกรรมต่อไปด้วยการเพิ่มกรรมเลวอื่นๆ หรือจะหยุดกรรมเลวด้วยการกลับใจและเริ่มต้นสร้างกรรมดี...ในศาสนาของผมมีประโยคหนึ่งที่ได้อ่านจากหนังสืออื่นๆแต่ยังคงเกี่ยวกับศาสนาของผมที่ผ่านตานอกจากพระคัมภีร์แล้วนั้นคือ
"พระองค์ไม่ประสงค์ที่จะให้ใครสักคนหนึ่งภายใต้ฟ้าสวรรค์นี้พินาศ
แต่ประสงค์ให้คนเหล่านั้น ได้กลับใจ"
ใช่...ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เป็นเรื่องควรแล้วไม่ใช่หรือที่จะกลับใจเมื่อยังมีเวลา กลับใจเมื่อยังมีโอกาส เริ่มจากเรื่องเล็กๆเรื่อยไปจนถึงเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ควรทำ มันไม่น่าจะยากนะ...เพราะผมว่าทุกครั้งที่เราเกิดปัญหาที่บางครั้งยากเกินความเข้าใจ เพียงแค่เราลองมองออกไปรอบๆตัวแทนที่จะจมอยู่กับตัวเอง เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของปัญหานั้นๆ คุณอาจพบคำตอบ จากข้อความบางอย่างที่เราเห็น หรือจากคำพูดของใครสักคนที่อาจบอกเราโดยที่เราไม่ได้รู้จักเขาเลย...เพราะไม่แน่สิ่งเหล่านั้นอาจถูกส่งมาจาก สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากที่กายเนื้อของเราจะเข้าใจก็เป็นได้ และนั่นอาจเป็นหนทางที่จะทำให้เราไม่ต้องทนทุกข์กับลมหายใจที่เหลือไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต หรือการเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด
ไม่ว่าจะมีชีวิตนิรันดร์ที่ไม่ใช่โลกนี้ หรือเข้าสู่นิพพาน หรือจะเรียกอะไรก็ตามแต่...ผมว่ามันก็คือการหลุดพ้นจากบ่วงกรรมทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราไปถูกทางในแบบที่ควรจะเป็นหรือไม่ ถูกทางตามแบบของศาสนาและความเชื่อของท่านหรือไม่ เพียงเท่านั้น
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาและสนใจที่จะอ่านสิ่งที่ผมบันทึก ขอให้ทุกคนค้นพบคำตอบ ที่อาจอยู่ใกล้ตัวเราเวลามีปัญหา มากกว่าที่เราคิด มากกว่าการเผชิญปัญหานั้นเพียงลำพัง ขอบคุณครับ
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ