ร้านใหม่

ก่อนอื่นสวัสดีปีใหม่ย้อนหลังนะครับทุกท่าน แล็ว...


อ่า...กลับมาอัพเดทอีกครั้ง คือเพิ่งจะว่างนั่นเอง หุหุ
วันนี้เอารูปร้านอาหารที่ข้าพเจ้าเปิดกับพี่ชาย(ลูกพี่ลูกน้องกัน) มาลง
ร้านก็ไม่ได้ใหญ่มาก พื้นที่เดิมเป็น มินิมาร์ทเก่า ก็มีการต่อเติม
เดินสายไฟใหม่ทำพื้นใหม่ทำส่วนที่ไม่เคยเป็นห้องครัวให้กลายเป็นห้องครัวใหม่
และห้องเก็บของ2ห้องของมินิมาร์ทเก่า ก็เปลี่ยนมันเป็นห้องเก็บเสบียงกับห้องนอนซะ
ทำไปทำมาแต่งไปแต่งมาก็นะคงรู้...บานครับบาน งบบาน แต่ไม่กลัวอยู่แล้ว
ร้านนี้เปิดได้ประมาณเดือนนึงแระ...และคงเปิดไปอีกนาน(จะบอกทำไม) ก็ไม่ใหญ่มากมาย
พอดีๆ พอดูแลไหวครับ อิอิ


ว่าแล้วก็ชมภาพกันดีกว่า...โน้ะ



อ่า...นี่ส่วนของเครื่องดื่ม ตอนนี้ยังมีเมนูน้อยไปหน่อย
มีโอเลี้ยง ชาดำเย็น ชาเย็น น้ำอัดลมทั่วไป ส่วนน้ำเปล่า กับน้ำชา
ฟรีครับ




เมนูอาหารประมาณนี้ ข้าวมันไก่ตอน ข้าวมันไก่แซบ
ข้าวมันไก่ทอด ข้าวหน้าเป็ด ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ไก่มะระ ข้าวไข่เจียว-ปูอัด หมูสับ
ทูน่า ผักรวม ยำมาม่า ยำวุ้นเสน
เกาเหลากะเพาะหมู-เลือดหมู ข้าวเหนียวหมูทอด
และเร็วๆนี้จะเปิดขายอาหารตามสั่งครับ




เคาเตอร์ที่ขายข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด
ก๋วยเตี๋ยวเป็ด-ไก่ครับ




อีกมุมๆ




นี่เป็นรูปหน้าร้านครับ อยู่หัวมุมทางเข้าตลาดพอดีเลย
เห็นง่ายๆ




นี่ด้านข้างร้านครับ
กะว่าอนาคตอาจมีการเอาโต๊ะ-เก้าอี้ลงไปตั้งด้านนอก คงได้บรรยากาศอีกแบบ




พี่ชายกำลังง่วนกับการสับไก่ สับเป็ดครับ




ส่วนนี่ ผัดหมี่ มีหมี่เหลืองเจ หมี่ซั่ว(หมีเตียว) และบะหมี่ผัด
อันนี้ขายรอบเช้า 6โมงเช้าถึงประมาณสายๆก็หมดแระครับ (ขายดีๆ)
เป็นแบบเจด้วย




ดูกันชัดๆ




ชัดเข้าไปอีก




อีก




ก็อย่างที่บอกครับ ร้านเปิดแต่เช้า 6.00 น.-21.00 น.
กินกันทั้งวันกับหลากหลายเมนูอาหาร ใครพักอาศัยอยู่ย่านนี้ก็เชิญนะครับ
ร้านอยู่แถวสำเหร่ (เลยวงเวียนใหญ่ไปนิด) ช่วงถนนตากสิน 19 ซอยสุทธาราม12
หากนั่งวินมอไซต์เข้ามา บอกว่าไปลงที่ตลาดนัดวัดสุทธา
รับรองถึงแน่นอนครับ



ขอเชิญทุกท่านนะครับยินดีต้อนรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย
ครับผม



สุขสันต์ปีใหม่ครับ ปีเสือเผ่น 555 ขอสันติสุขเกิดขึ้นแก่ท่าน
ขอพระเจ้าอวยพรฯ

1 ปี 4 เดือน

ฉันเคยแพ้ ความหนาว แต่ตอนนั้น ฉันมีเธออยู่ใกล้ เคียงข้างและกอดกายส่งใจให้ฉันได้รับไออุ่น


วันนี้...ฉันได้รู้ว่า ความหนาวไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกแย่ แต่ความเหงาต่างหากที่ทำให้ฉันพ่ายแพ้ต่อทุกสิ่ง เพราะไม่มีเธออยู่ใกล้ๆอีกต่อไป
ฉันเคยบอกว่าคนเราไม่รู้จักวิธีการอยู่เพียงลำพัง
แต่นี่มันไม่เหมือนกันในจุดที่ฉันยังคงค้างคาใจกับความรักของเรา ว่ายังมีอยู่หรือไม่ ซึ่งถ้าถามฉัน ฉันยังมี และมีมาก มากจนลืมไม่ได้ เกลียดก็ไม่ลง


เวลาที่ฉันรักใคร ฉันพยายามอย่างที่สุดที่จะเป็นคนรักที่ดี เพราะบางเรื่องฉันก็ไม่ดี แต่หากเรื่องความหลายใจคงไม่ เพราะฉันเคยโดนมาก่อนและรู้ว่ามันเสียใจแค่ไหน... เสียใจมากขนาดไหน


แต่รู้สึกว่ากับคนเหล่านั้นที่ฉันทุ่มเทให้ จะไม่ได้รู้สึดเช่นนี้ พวกเธอมองไปที่มูลค่าของความรัก มากกว่า คุณค่าของความรักที่ฉันมีให้เสมอ
รู้สึกเหมือนเวลาคนเหล่านั้นไม่ต้องการฉันแล้ว ก็สามารถเขี่ยฉันทิ้งได้อย่างง่ายดาย และเย็นชาแบบสุดกึ๋นแช่แข็ง


ทุกอย่างที่ฉันทำไปตลอดเวลาที่เรารักกัน ไม่มีความหมายใดๆ ไม่เคยสถิตอยู่ในความทรงจำของคนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย แล้วฉันก็กลายเป็นคนไม่มีอนาคตมั่งหล่ะ ไม่มีใจมั่งหล่ะ เห็นแก่ตัวมั่งหล่ะ ไม่เข้าใจมั่งหล่ะ...ฟังแล้วทุเรศโสตประสาทฉิบเป๋ง (บอกกันตรงๆว่าเบื่อกูแล้วยังจะดีกว่า)


ฉันกลายเป็นไอ้ตัวเหม็นเบื่อทันทีที่เอ่ยปากถามว่า...ฉันผิดตรงไหน ซึ้ง โคตรๆ เลย ขอบอก


วันนี้ ความรักลวงโลกของเธอ ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตฉัน เพราะสุดท้ายฉันก็เป็นไอ้อียอ...ลาโง่...ที่โง่บรม...ที่ดันเชื่อคำลวงเหล่านั้น...สมน้ำหน้าตัวเองฉิบ


อยากจะบอกว่า ณ เวลานี้ คำว่า 'รัก' ที่ลวงหลอกของคุณ มันไม่มีคุณค่าอะไรเลย เพราะมันทำให้ผมรู้ว่า...ลิ้นนั้นร้ายกาจแค่ไหนหากคำที่พูดไม่ได้ออกจากใจ สักแต่พูดไปวันๆ


40 เข็มที่ฝ่ามือ กับความพิการของร่างกายที่เธอหยิบยื่นให้ ก็ยังไม่เจ็บปวดเท่า... 1 แผลในใจ กับความพิการของความรู้สึกที่เธอเป็นคนแทงมันเข้าไปเลยสักนิด


เพราะฉันไม่ได้เปลี่ยนใจง่ายๆ
เหมือนเธอ
ฉันจึงยังคงแบกความทุกข์จากรักนี้อยู่
เพราะฉันไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจของใคร
เหมือนเธอ
ฉันจึงยังคงยอมโง่ แบกรับความรู้สึกเลวร้ายนี้อยู่
เพราะฉันถือเรื่องความรักเป็นเรื่องสำคัญ
ต่างจากเธอ
ฉันจึงยังคงรักเธออยู่


เพราะฉันยอมโง่
สะใจไหมที่รัก...
ที่รักที่ฉันไม่มีสิทธิ์รักอีกต่อไป


แล้วสักวัน ฉันจะกลายเป็นคนเย็นชาเหมือนเธอ
เธอคนที่สอนฉันให้เรียนรู้กับความรู้สึกนี้
และเปลี่ยนฉันเป็นคนไร้หัวใจ...เหมือนเธอ


ทั้งใจเต็มไปด้วยความปวดร้าว และเสียความรู้สึกจากน้ำมือของเธอเพียงผู้เดียว ไม่รู้ทำไมยังจะคิดถึงคนที่ทำร้ายเราได้ขนาดนี้ ทำร้ายทั้งตัว และหัวใจเรา ทำร้ายทุกความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันมาตลอด 1 ปี 2 เดือน กับอีก 5 วัน


สิ่งที่เคยฝันไว้ร่วมกัน กลายเป็นฉันฝันอยู่เพียงผู้เดียว มันมลายหายไปในพริบตา...กลายเป็นฝันเปียกของฉันอยู่เพียงดายเดียว 555
อยากเกลียดเธอจัง...แต่ทำไม่ได้


แล้วสักวัน คำพูดที่ว่า 'ผมบอกคุณแล้ว' จะไม่ใช่แค่คำพูดจากปากคนเห็นแก่ตัวของคุณคนนี้อีกต่อไป...แล้วมือที่เต็มไปด้วยแผลเป็นจนแทบพิการผมจะเป็นพยานถึงคนอย่างผม...คนที่คุณหาว่าเห็นแก่ตัว ว่าจริงๆแล้วคำๆนี้ ใครกันที่ควรรับมันไป...สักวัน...ไม่นานหรอก


หากความรักทำให้ฉันเป็นคนเห็นตัวฉันยอมหากความเห็นแก่ตัวนั้น เป็นเพราะฉันรักเธอฉันยอมหากฉันรักเธอแล้วทำให้กลายเป็นคนโง่ฉันยอมหากความโง่ของฉันทำให้ฉันได้อยู่ใกล้เธอฉันยอมหากคำลวงของเธอ ทำให้ฉันคิดไปเองว่าเธอรักฉันยอมหากการได้อยู่ใกล้เธอ ทำให้ฉันเป็นทุกข์ฉันยอมหากการเป็นทุกข์นั้น ทำให้ฉันยังได้เป็นห่วงดูแลเธอฉันยอมแต่หากทุกอย่างเป็นเพียงเพราะเธอสนองอารมณ์ความรู้สึกของเธอเพียงผู้เดียวมันก็ไม่มีคุณค่าใด...ที่ฉันจะเสนอหน้าไปรักคุณ


ใครต่อใครอาจบอกว่า "วางมันลงเถอะ" แต่เวลาที่คุณรู้สึกหลงรักอะไรสักอย่าง...แม้มันเป็นเพียงก้อนดินหรือเม็ดทราย ใหญโตเท่าภูเขาหรือละเอียดเป็นฝุ่นผงธุลีดินคุณก็ยังจะคงแสวงหาและเก็บมันไว้...อยู่ดี


ปล.ช่วงนี้จำเป็นจะต้องหายสาบสูญ เพราะข้าพเจ้าเพิ่งเปิดร้านอาหารใหม่ ใหญ่พอประมาณ ขายทุกวันตั่งแต่ตี 5 ยัน 3 ทุ่ม เป็นไปได้ว่าหลังจากที่บ่นอย่างหยืดยาวในหน้านี้ อาจหายไปอีกนาน...ขอบคุณน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่านที่คอยให้กำลังใจ มันยังมีค่ามากกว่าคำหวานของคนที่อยู่กับเรา กแล้ววันนึงเขาก็ไป...ขอพระเจ้าอวยพร


ปล. 2...หากข้าพเจ้าไม่ได้เข้ามาอัพเดทเรื่องราวใดๆจนเลยปีใหม่ ข้าพเจ้าขอฝากไว้ที่นี่ว่า ขอพระเจ้าทรงอวยพรแด่ทุกคนที่มีใจประเสริฐในมิตรภาพที่มีต่อข้าพเจ้า ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่ทุกท่านสมหวังดั่งตั้งใจในทุกเรื่อง อะไรเลวร้ายก็ขอให้มันผ่านไปและไม่หวนกลับมาทำร้ายท่านอีก มั่งมีปัญญา กับการดำรงชีวิตอยู่ และต่อสู้เพื่อคนที่รักท่าน และท่านรัก ขอพระเจ้าอวยพร ในนามแห่งพระมหาเยซูคริสตเจ้า

เอเมน


Merry christmas & Happy New year

จบ.

จริงๆถ้าวันนี้เธอยังอยู่กับฉันและเรายังรักกันก็ 1 ปี 4 เดือน พอดี

ตวามรัก ความห่วงใยของคนเราด้อยค่าไปทันที เมื่อ เงินเข้ามาเกี่ยว คงเป็นอย่างเนื้อเพลงที่ว่า รักกันชอบกันต้องกินข้าว แต่งกันตัวเปล่าจะเอาอะไรทำกิน หรือเอาง่ายๆ ความรักมันกินไม่ได้นั่นเอง


น่าแปลกที่ใครๆก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับมารรูปแบบนี้ รูปแบบที่มากับเงินตรา ลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ เพราะเงิน ภรรยาฆ่าสามี เพราะเงิน เพื่อนฆ่าเพื่อน เพราะเงิน คนฆ่ากัน เพราะเงิน เจ้ามารตัวนี้มันร้ายกาจจริงๆ


ผมเคยอ่านเจอประโยคที่ว่า 'สิ่งมีค่าที่สุดในโลก คือ ความรัก และสิ่งที่สามารถซื้อหาความรักได้ คือ การรักยิ่งกว่า' แต่ปัจจุบันนี้รู้สึกจะไม่ใช่แล้ว คนเราถูกตัดหางปล่อยวัดได้ง่ายๆเพียงเพราะเรื่องเงิน


ฉันจะไม่ขอญาติดีกับมารตัวนี้เด็ดขาด ฉันจะไม่เอามันเป็นที่หนึ่งในชีวิตเด็ดขาด และฉันเกลียดมารตัวนี้มาก มันทำให้ชีวิตฉันพินาศจากทุกสิ่ง พินาศจากอิสระภายใน พินาศจากคนที่ฉันรัก พินาศจากมิตรภาพต่างๆ เสียใจที่ฉันพยายามอดกลั้นต่อมันและคิดว่าคนรอบกายฉันก็จะทำเช่นกัน แต่ไม่ สุดท้ายทุกคนก็แพ้มันจนได้


ขอพระเจ้าจงโปรดประทานปัญญาให้แก่ข้าพระองค์มากกว่าความมั่งคั่ง ขอให้ข้าพระองค์เป็นคนถ่อมท่ามกลางคนจน ดีกว่าเป็นผู้เย่อหยิ่งท่ามกลางคนรวย ขอให้ข้าพระองค์ไม่เห็นแก่ตัวดั่งที่ข้าพระองค์ถูกต่อว่า และขอให้ข้าพระองค์ยังคงทำดีต่อไปแม้นว่าจะไม่มีใครเห็นค่าแม้แต่คนที่ใกล้ชิดกับข้าพเจ้าที่สุดและข้าพเจ้าคิดว่าเขาจะเข้าใจ ขออย่าให้ข้าพระองค์ต้องตกเป็นทาสของมารตนนี้ อย่าให้ข้าพระองค์เป็นทาสของ เงินตรา หากข้าพระองค์จะมีมันได้ ขอให้ข้าพระองค์เป็นนายเหนือมันด้วยเทอญฯ ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอน และขอบพระคุณพระองค์ ในนามแห่งพระมหาเยซูคริสต์เจ้า เอเมน

สิ่งเหลือเชื่อของความรัก

สิ่งเหลือเชื่อของความรัก คือ ไม่น่าเชื่อว่าความรักนั้นแฝงตัวอยู่ทุกที่ ทุกอณูของห่วงเวลา มันทำให้ฉันรู้ว่า แม้บางทีเหมือนไม่มีใครรอบกายที่จะเข้าใจและรักฉันเลย แต่จริงๆนั้นไม่ใช่


เพราะทุกคำพูดที่เราได้ยินได้ฟังจากใครคนหนึ่ง
เพราะทุกตัวอักษรที่เราเคยได้อ่านจากหนังสือ
เพราะทุกเวลาที่แสงแดดสาดส่องทอแสงลงมาอาบตัว
เพราะทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านห้อมล้อมร่างกาย
เพราะทุกสัมผัสกับความรู้สึกที่เกิดในชีวิตที่ผ่านมา


หนึ่งในสิ่งที่เจือปนอยู่ในนั้นคือ ...ความรัก...


และเมื่อพระเจ้าของฉัน ยังรักและให้โอกาสกับทุกคนที่ทำผิดต่อพระองค์ได้ ใยเลยตัวฉันจะรักและให้อภัยต่อคนที่ทำผิดกับฉันไม่ได้


โอ้...ความรัก...ใครเลยบอกว่ามันไม่มีอยู่จริง...มันแทรกตัวอยู่ทุกหนแห่งรอบกายเรา เพียงเราไม่เคยคิดจะสัมผัสรับรู้ถึงมันเท่านั้นเอง

 


+::+ THE END +::+

สมัยลืมง่าย

สังคมเราสมัยนี้แปลกดีเหมือนกันนะ สงสัยเยอะอยากรู้อยากเห็นเยอะ แต่ลืมง่าย ข่าวบางข่าวพอติดกระแสก็กระพรือกันอย่างกับพายุนากีส สร้างความสั่นสะเทือนต่อเรื่องที่กำลังอยู่ในกระแสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเสียหายแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นข่าวอย่างมากมาย จนเหมือนซ้ำเติมพอแล้ว อิ่มตัวแล้ว...ก็ลืม พอแล้วเบื่อแล้วไม่อยากพูดถึงแล้ว...เป็นอย่างนี้เหรอสมัยนี้

ถกกันสักหน่อย สรุปงูๆปลาๆ แล้วก็ซาหายไปเฉยๆ...จะอ้างว่าไม่อยากให้มีใครพูดถึงหรือตอกย้ำความเสียหายความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น มันใช่เหรอ ก็ตอนที่เกิดปัญหาเกิดความเสียหายตื่นมาแต่เช้าโทรทัศน์อ่านข่าวกันครึกโครมทุกช่อง พาดหัวตัวเท่าบ้านในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ย้ำๆซ้ำๆอยู่เป็นหลายวัน แล้วอยู่ๆข่าวพวกนั้นก็หายไป อาจไม่ถึงกับสาบสูญแต่ระดับการให้ความสำคัญลดลงอย่างรวดเร็วจนหมดไป จนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม จึงหยิบจับมาพูดกันใหม่ เกิดเป็นวงจรหายนะซ้ำๆที่ไม่หมดสิ้นไป ตั้งกลุ่มนั้น หน่วยงานนี้ ผมไม่เคยเห็นมีใครมาแถลงผลการทำงานอย่างจริงจังสักคน สักกลุ่ม สักหน่วย ทำไม

เมื่อไหร่สังคมสมัยนี้จะตระหนัก และจดจำความผิดพลาดและแก้ไขอย่างจริงจังสักที จะมัวลอยชายเป็นใบไม้ปลิวตามลมไปถึงเมื่อไหร่ ลมหอบมาก็ลอยสูงปลิวว่อน พอลมหมดก็ร่วงลงหยุดนิ่งเน่าเปื่อยสลายไป จะเป็นกันแบบนี้นะหรือ คนในสังคมสมัยนี้ทำได้เท่านี้เองหรือ

มันน่าน้อยใจแทนผู้ที่สูญเสีย ธรรมชาติที่สูญเสีย สิ่งที่สูญเสียไป เพราะอีกไม่นาน คนเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้น ธรรมชาติเหล่านั้นก็จะถูกลืม...แล้วเราจะมีความทรงจำและการเรียนรู้ไปทำไม เพื่อตัวเองเท่านั้นเหรอ

ที่ผมบันทึกถึงเรื่องนี้ก็บังเอิญว่าไปนั่งไล่ดูข่าวเก่าๆ หรือรายการทอล์คโชว์เก่าๆที่ถ่ายทอดไปแล้ว แล้วกลับมานั่งนึกว่า เอ...แล้วตอนนี้ไอ้ข่าวพวกนี้มันหายไปไหน กระแสแบบนั้นมันหายไปไหน อยู่ๆมันหายไปได้ยังไง ไม่มีใครกล่าวถึงอีกในช่วงเวลาไม่นาน...ทำไมเป็นแบบนั้น

แล้วก็มาตระหนักว่า...อ๋อ...คนในสังคมสมัยนี้มันลืมง่ายนี่เอง คนในสังคมสมัยนี้มัวแต่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าตัวเองมีชีวิตก็ปั่นเงิน ปั่นอำนาจ จนถึงปั่นป่วนคนอื่นไปวันๆ แบบนี้เอง ทุกอย่างเป็นแค่ละครฉากหนึ่งของสังคมที่มันควรจะมี ควรจะออกมาพูดๆๆ แล้วก็ลืมมันซะ เพราะละครฉากต่อไปกำลังมา...บริโภคข่าวสารข้อมูลเพื่อให้มีเรื่องคุยในวงเหล้า ในสภากาแฟ ในการใช่เพื่อตีสนิทกับใครสักคนเพื่อผลประโยชน์อย่างอื่นเรื่องอื่น เมื่อหมดวาระก็หมดการสานต่อข้อมูลเหล่านั้น ไม่เคยแตกฉานกับอะไรจริงจังเลยสักอย่าง แค่ให้มีอะไรให้ดูเหมือน กูก็รู้นะ กูก็คุยได้นะ กูก็พูดได้นะ มันเลยกลายเป็นสังคมที่มีแต่คนจะพูด จะเสนอ แต่ไม่ฟัง หรือฟังแต่ไม่ได้ยินอยู่อย่างนั้น

แล้วความเสื่อมก็บังเกิด...จบ

พอแระ...เหนื่อยไม่รู้จะบันทึกไปทำไม...สุดท้ายก็เป็นได้แค่จุดสีเล็กๆจุดหนึ่งบนผืนผ้าใบอันใหญ่โตมโหฬาร ที่ไม่รู้ใครสักกี่คนจะสังเกตเห็น