ตวามรัก ความห่วงใยของคนเราด้อยค่าไปทันที เมื่อ เงินเข้ามาเกี่ยว คงเป็นอย่างเนื้อเพลงที่ว่า รักกันชอบกันต้องกินข้าว แต่งกันตัวเปล่าจะเอาอะไรทำกิน หรือเอาง่ายๆ ความรักมันกินไม่ได้นั่นเอง
น่าแปลกที่ใครๆก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับมารรูปแบบนี้ รูปแบบที่มากับเงินตรา ลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ เพราะเงิน ภรรยาฆ่าสามี เพราะเงิน เพื่อนฆ่าเพื่อน เพราะเงิน คนฆ่ากัน เพราะเงิน เจ้ามารตัวนี้มันร้ายกาจจริงๆ
ผมเคยอ่านเจอประโยคที่ว่า 'สิ่งมีค่าที่สุดในโลก คือ ความรัก และสิ่งที่สามารถซื้อหาความรักได้ คือ การรักยิ่งกว่า' แต่ปัจจุบันนี้รู้สึกจะไม่ใช่แล้ว คนเราถูกตัดหางปล่อยวัดได้ง่ายๆเพียงเพราะเรื่องเงิน
ฉันจะไม่ขอญาติดีกับมารตัวนี้เด็ดขาด ฉันจะไม่เอามันเป็นที่หนึ่งในชีวิตเด็ดขาด และฉันเกลียดมารตัวนี้มาก มันทำให้ชีวิตฉันพินาศจากทุกสิ่ง พินาศจากอิสระภายใน พินาศจากคนที่ฉันรัก พินาศจากมิตรภาพต่างๆ เสียใจที่ฉันพยายามอดกลั้นต่อมันและคิดว่าคนรอบกายฉันก็จะทำเช่นกัน แต่ไม่ สุดท้ายทุกคนก็แพ้มันจนได้
ขอพระเจ้าจงโปรดประทานปัญญาให้แก่ข้าพระองค์มากกว่าความมั่งคั่ง ขอให้ข้าพระองค์เป็นคนถ่อมท่ามกลางคนจน ดีกว่าเป็นผู้เย่อหยิ่งท่ามกลางคนรวย ขอให้ข้าพระองค์ไม่เห็นแก่ตัวดั่งที่ข้าพระองค์ถูกต่อว่า และขอให้ข้าพระองค์ยังคงทำดีต่อไปแม้นว่าจะไม่มีใครเห็นค่าแม้แต่คนที่ใกล้ชิดกับข้าพเจ้าที่สุดและข้าพเจ้าคิดว่าเขาจะเข้าใจ ขออย่าให้ข้าพระองค์ต้องตกเป็นทาสของมารตนนี้ อย่าให้ข้าพระองค์เป็นทาสของ เงินตรา หากข้าพระองค์จะมีมันได้ ขอให้ข้าพระองค์เป็นนายเหนือมันด้วยเทอญฯ ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอน และขอบพระคุณพระองค์ ในนามแห่งพระมหาเยซูคริสต์เจ้า เอเมน
สิ่งเหลือเชื่อของความรัก
สิ่งเหลือเชื่อของความรัก คือ ไม่น่าเชื่อว่าความรักนั้นแฝงตัวอยู่ทุกที่ ทุกอณูของห่วงเวลา มันทำให้ฉันรู้ว่า แม้บางทีเหมือนไม่มีใครรอบกายที่จะเข้าใจและรักฉันเลย แต่จริงๆนั้นไม่ใช่
เพราะทุกคำพูดที่เราได้ยินได้ฟังจากใครคนหนึ่งเพราะทุกตัวอักษรที่เราเคยได้อ่านจากหนังสือเพราะทุกเวลาที่แสงแดดสาดส่องทอแสงลงมาอาบตัวเพราะทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านห้อมล้อมร่างกายเพราะทุกสัมผัสกับความรู้สึกที่เกิดในชีวิตที่ผ่านมา
หนึ่งในสิ่งที่เจือปนอยู่ในนั้นคือ ...ความรัก...
และเมื่อพระเจ้าของฉัน ยังรักและให้โอกาสกับทุกคนที่ทำผิดต่อพระองค์ได้ ใยเลยตัวฉันจะรักและให้อภัยต่อคนที่ทำผิดกับฉันไม่ได้
โอ้...ความรัก...ใครเลยบอกว่ามันไม่มีอยู่จริง...มันแทรกตัวอยู่ทุกหนแห่งรอบกายเรา เพียงเราไม่เคยคิดจะสัมผัสรับรู้ถึงมันเท่านั้นเอง
+::+ THE END +::+
สมัยลืมง่าย
สังคมเราสมัยนี้แปลกดีเหมือนกันนะ สงสัยเยอะอยากรู้อยากเห็นเยอะ แต่ลืมง่าย ข่าวบางข่าวพอติดกระแสก็กระพรือกันอย่างกับพายุนากีส สร้างความสั่นสะเทือนต่อเรื่องที่กำลังอยู่ในกระแสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเสียหายแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นข่าวอย่างมากมาย จนเหมือนซ้ำเติมพอแล้ว อิ่มตัวแล้ว...ก็ลืม พอแล้วเบื่อแล้วไม่อยากพูดถึงแล้ว...เป็นอย่างนี้เหรอสมัยนี้
ถกกันสักหน่อย สรุปงูๆปลาๆ แล้วก็ซาหายไปเฉยๆ...จะอ้างว่าไม่อยากให้มีใครพูดถึงหรือตอกย้ำความเสียหายความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น มันใช่เหรอ ก็ตอนที่เกิดปัญหาเกิดความเสียหายตื่นมาแต่เช้าโทรทัศน์อ่านข่าวกันครึกโครมทุกช่อง พาดหัวตัวเท่าบ้านในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ย้ำๆซ้ำๆอยู่เป็นหลายวัน แล้วอยู่ๆข่าวพวกนั้นก็หายไป อาจไม่ถึงกับสาบสูญแต่ระดับการให้ความสำคัญลดลงอย่างรวดเร็วจนหมดไป จนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม จึงหยิบจับมาพูดกันใหม่ เกิดเป็นวงจรหายนะซ้ำๆที่ไม่หมดสิ้นไป ตั้งกลุ่มนั้น หน่วยงานนี้ ผมไม่เคยเห็นมีใครมาแถลงผลการทำงานอย่างจริงจังสักคน สักกลุ่ม สักหน่วย ทำไม
เมื่อไหร่สังคมสมัยนี้จะตระหนัก และจดจำความผิดพลาดและแก้ไขอย่างจริงจังสักที จะมัวลอยชายเป็นใบไม้ปลิวตามลมไปถึงเมื่อไหร่ ลมหอบมาก็ลอยสูงปลิวว่อน พอลมหมดก็ร่วงลงหยุดนิ่งเน่าเปื่อยสลายไป จะเป็นกันแบบนี้นะหรือ คนในสังคมสมัยนี้ทำได้เท่านี้เองหรือ
มันน่าน้อยใจแทนผู้ที่สูญเสีย ธรรมชาติที่สูญเสีย สิ่งที่สูญเสียไป เพราะอีกไม่นาน คนเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้น ธรรมชาติเหล่านั้นก็จะถูกลืม...แล้วเราจะมีความทรงจำและการเรียนรู้ไปทำไม เพื่อตัวเองเท่านั้นเหรอ
ที่ผมบันทึกถึงเรื่องนี้ก็บังเอิญว่าไปนั่งไล่ดูข่าวเก่าๆ หรือรายการทอล์คโชว์เก่าๆที่ถ่ายทอดไปแล้ว แล้วกลับมานั่งนึกว่า เอ...แล้วตอนนี้ไอ้ข่าวพวกนี้มันหายไปไหน กระแสแบบนั้นมันหายไปไหน อยู่ๆมันหายไปได้ยังไง ไม่มีใครกล่าวถึงอีกในช่วงเวลาไม่นาน...ทำไมเป็นแบบนั้น
แล้วก็มาตระหนักว่า...อ๋อ...คนในสังคมสมัยนี้มันลืมง่ายนี่เอง คนในสังคมสมัยนี้มัวแต่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าตัวเองมีชีวิตก็ปั่นเงิน ปั่นอำนาจ จนถึงปั่นป่วนคนอื่นไปวันๆ แบบนี้เอง ทุกอย่างเป็นแค่ละครฉากหนึ่งของสังคมที่มันควรจะมี ควรจะออกมาพูดๆๆ แล้วก็ลืมมันซะ เพราะละครฉากต่อไปกำลังมา...บริโภคข่าวสารข้อมูลเพื่อให้มีเรื่องคุยในวงเหล้า ในสภากาแฟ ในการใช่เพื่อตีสนิทกับใครสักคนเพื่อผลประโยชน์อย่างอื่นเรื่องอื่น เมื่อหมดวาระก็หมดการสานต่อข้อมูลเหล่านั้น ไม่เคยแตกฉานกับอะไรจริงจังเลยสักอย่าง แค่ให้มีอะไรให้ดูเหมือน กูก็รู้นะ กูก็คุยได้นะ กูก็พูดได้นะ มันเลยกลายเป็นสังคมที่มีแต่คนจะพูด จะเสนอ แต่ไม่ฟัง หรือฟังแต่ไม่ได้ยินอยู่อย่างนั้น
แล้วความเสื่อมก็บังเกิด...จบ
พอแระ...เหนื่อยไม่รู้จะบันทึกไปทำไม...สุดท้ายก็เป็นได้แค่จุดสีเล็กๆจุดหนึ่งบนผืนผ้าใบอันใหญ่โตมโหฬาร ที่ไม่รู้ใครสักกี่คนจะสังเกตเห็น
คำตอบ...ใกล้กว่าที่คิด
วันนี้มาแนวแปลก และบันทึกยาวอีกแล้วครับท่าน เหมาะแก่การอ่านในเวลาที่พร้อมจะอ่าน
เคยเป็นไหม...เวลาที่ทำอะไรแล้วมันไม่เข้าท่า แต่เราไม่เคยรู้ตัวว่ามันไม่เข้าท่า จนเกิดเรื่องเกิดปัญหา เลยเพิ่งจะมาสำนึกสำเหนียกถึงสิ่งที่ได้ทำไป แล้วก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร...ผมเป็นบ่อยมาก
และเมื่อเรารู้สึกกดดันกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากๆจนเกินพอดี ความเครียดอย่างรุนแรงก็จะบังเกิดตามมา แล้วทุกอย่างก็เหมือนกับว่ามันจะไม่มีทางไป ไม่มีทางออก เหมือนสัตว์ป่าที่เคยมีชีวิตอิสระเสรีแล้ววันหนึ่งต้องมาอยู่ในกรงขังหรือโดนกักบริเวณไว้ยังไงยังงั้น มันช่างเกินจะรับได้
แล้วพอตกอยู่ในสภาพนั้น เราจะทำยังไง เราจะทำอะไรได้ นอกจากหมกหมุ่นคิดวนเวียน เวียนวนอยู่อย่างนั้น เหมือนหันหน้าเข้าหากำแพงไม่มองไปทางอื่น แต่แล้วพอเราเริ่มมองออกไปจากตัวเองจากปัญหา ไม่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทันที ณ ตอนนั้น เราก็พบคำตอบแบบไม่คาดฝัน
ฟังแล้วเหมือนงมงายแต่เท่าที่ผมประสบพบเจอมาเวลามีปัญหาที่ยากจะได้คำตอบนั้น คือ ผมมักจะมองไปรอบๆตัว บางครั้งไม่ได้อยากดูโทรทัศน์ก็เปิด บางทีไม่ได้อยากฟังวิทยุก็ฟัง หรือไม่ได้อยู่ในอารมณ์ของการจะหยิบจับหนังสือสักเล่มมาเปิดอ่าน ก็อ่าน แล้วทุกครั้งก็ได้คำตอบ ซึ่งอาจจะไม่ได้ตรงตัวกับปัญหาที่เกิดขึ้นเป๊ะๆ แต่พอกลับมานั่งคิดถึงสิ่งที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน มันก็บรรเจิดขึ้นมาโดยฉับพลันว่านี่แหละวิธีแก้ปัญหา จงทำซิ...แล้วจะรู้!
หลายวันมานี้ผมตั้งใจไว้ว่าต้องเลิกกินเหล้าโดยเด็ดขาด จากที่เคยกินบ่อยๆแม้จะไม่ถึงขั้นทุกวันแต่ทุกครั้งที่เมาก็คือ ทุกครั้งที่ชีวิตขาดหายไปเลย กลับบ้านยังไงไม่รู้ พูดอะไรกับใครไม่รู้ แสดงออกกับคนอื่นอย่างไรไม่รู้ บางทีจำชื่อคนที่เราคุยด้วยยังไม่ได้ด้วยซ้ำ...มันดีตรงไหน ผมก็ไม่เข้าใจ เหมือนจะไม่ต้องผูกผันกับอะไรหรือสิ่งใด แต่ทันทีที่เราแสดงออกซึ่งพฤติกรรมแปลกๆที่เกิดจากความเมาเหล่านั้นไปแล้ว ก็เชื่อได้เลยว่า กรรมได้ผูกผันตัวเราเองกับผู้อื่นและสิ่งอื่นไปแล้ว
ใจผมนั้นตั้งใจจริงที่ต้องเลิก แต่สิ่งที่ผมยังรู้สึกไม่วางใจก็เป็นใจตัวเองอีกนั่นแหละ แล้วผมก็เจอสิ่งที่เหมือนมายืนยันว่าสิ่งที่ตั้งใจนั้น ถูกต้องแล้ว จู่ๆผมก็เดินไปเปิดโทรทัศน์ เปิดขึ้นมาก็อยู่ที่ช่อง 5 เป็นรายการเจาะใจ แขกรับเชิญคือ คุณจิ๊บ ผู้เขียนหนังสือชื่อ หักหลังผู้ชาย และอีกหลายเรื่องหลายเล่ม สิ่งที่รายการได้ดำเนินไปนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวคุณจิ๊บซึ่งค่อนข้างอยู่เหนือความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน และแม้ว่าศาสนาของผมไม่ได้บอกให้เชื่อเรื่องที่นอกเหนือจากพระเจ้า...แต่สิ่งที่ได้รับนั้น ผมกลับตีความว่า มันเป็นคำตอบของสิ่งที่ผมได้ตั้งใจทำ ว่าควรทำ และจงทำ เพราะความดีของคนๆหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน คำตอบนั้นเด่นชัดจนแทบไม่ต้องไขว่คว้าหาจากที่ไหนอีก สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยคที่ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ในศาสนาของผม คือ
เคยเป็นไหม...เวลาที่ทำอะไรแล้วมันไม่เข้าท่า แต่เราไม่เคยรู้ตัวว่ามันไม่เข้าท่า จนเกิดเรื่องเกิดปัญหา เลยเพิ่งจะมาสำนึกสำเหนียกถึงสิ่งที่ได้ทำไป แล้วก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร...ผมเป็นบ่อยมาก
และเมื่อเรารู้สึกกดดันกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากๆจนเกินพอดี ความเครียดอย่างรุนแรงก็จะบังเกิดตามมา แล้วทุกอย่างก็เหมือนกับว่ามันจะไม่มีทางไป ไม่มีทางออก เหมือนสัตว์ป่าที่เคยมีชีวิตอิสระเสรีแล้ววันหนึ่งต้องมาอยู่ในกรงขังหรือโดนกักบริเวณไว้ยังไงยังงั้น มันช่างเกินจะรับได้
แล้วพอตกอยู่ในสภาพนั้น เราจะทำยังไง เราจะทำอะไรได้ นอกจากหมกหมุ่นคิดวนเวียน เวียนวนอยู่อย่างนั้น เหมือนหันหน้าเข้าหากำแพงไม่มองไปทางอื่น แต่แล้วพอเราเริ่มมองออกไปจากตัวเองจากปัญหา ไม่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทันที ณ ตอนนั้น เราก็พบคำตอบแบบไม่คาดฝัน
ฟังแล้วเหมือนงมงายแต่เท่าที่ผมประสบพบเจอมาเวลามีปัญหาที่ยากจะได้คำตอบนั้น คือ ผมมักจะมองไปรอบๆตัว บางครั้งไม่ได้อยากดูโทรทัศน์ก็เปิด บางทีไม่ได้อยากฟังวิทยุก็ฟัง หรือไม่ได้อยู่ในอารมณ์ของการจะหยิบจับหนังสือสักเล่มมาเปิดอ่าน ก็อ่าน แล้วทุกครั้งก็ได้คำตอบ ซึ่งอาจจะไม่ได้ตรงตัวกับปัญหาที่เกิดขึ้นเป๊ะๆ แต่พอกลับมานั่งคิดถึงสิ่งที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน มันก็บรรเจิดขึ้นมาโดยฉับพลันว่านี่แหละวิธีแก้ปัญหา จงทำซิ...แล้วจะรู้!
หลายวันมานี้ผมตั้งใจไว้ว่าต้องเลิกกินเหล้าโดยเด็ดขาด จากที่เคยกินบ่อยๆแม้จะไม่ถึงขั้นทุกวันแต่ทุกครั้งที่เมาก็คือ ทุกครั้งที่ชีวิตขาดหายไปเลย กลับบ้านยังไงไม่รู้ พูดอะไรกับใครไม่รู้ แสดงออกกับคนอื่นอย่างไรไม่รู้ บางทีจำชื่อคนที่เราคุยด้วยยังไม่ได้ด้วยซ้ำ...มันดีตรงไหน ผมก็ไม่เข้าใจ เหมือนจะไม่ต้องผูกผันกับอะไรหรือสิ่งใด แต่ทันทีที่เราแสดงออกซึ่งพฤติกรรมแปลกๆที่เกิดจากความเมาเหล่านั้นไปแล้ว ก็เชื่อได้เลยว่า กรรมได้ผูกผันตัวเราเองกับผู้อื่นและสิ่งอื่นไปแล้ว
ใจผมนั้นตั้งใจจริงที่ต้องเลิก แต่สิ่งที่ผมยังรู้สึกไม่วางใจก็เป็นใจตัวเองอีกนั่นแหละ แล้วผมก็เจอสิ่งที่เหมือนมายืนยันว่าสิ่งที่ตั้งใจนั้น ถูกต้องแล้ว จู่ๆผมก็เดินไปเปิดโทรทัศน์ เปิดขึ้นมาก็อยู่ที่ช่อง 5 เป็นรายการเจาะใจ แขกรับเชิญคือ คุณจิ๊บ ผู้เขียนหนังสือชื่อ หักหลังผู้ชาย และอีกหลายเรื่องหลายเล่ม สิ่งที่รายการได้ดำเนินไปนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวคุณจิ๊บซึ่งค่อนข้างอยู่เหนือความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน และแม้ว่าศาสนาของผมไม่ได้บอกให้เชื่อเรื่องที่นอกเหนือจากพระเจ้า...แต่สิ่งที่ได้รับนั้น ผมกลับตีความว่า มันเป็นคำตอบของสิ่งที่ผมได้ตั้งใจทำ ว่าควรทำ และจงทำ เพราะความดีของคนๆหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน คำตอบนั้นเด่นชัดจนแทบไม่ต้องไขว่คว้าหาจากที่ไหนอีก สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยคที่ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ในศาสนาของผม คือ
"พระองค์มาทันเวลาเสมอ"
"พระองค์ให้โอกาสสำหรับผู้ที่กลับใจเสมอ"
สิ่งที่ผมบันทึกมานี้ ผมไม่ได้บอกให้คุณ เชื่อเหมือนที่ผมเชื่อ หรือเปลี่ยนศาสนามาเชื่อในแบบเดียวกันกับผม เพราะเมื่อกรรมที่เป็นบาปได้เริ่มต้นขึ้นแล้วไม่มีใครหนีพ้น...ต่อให้คุณเปลี่ยนไปอีกกี่สิบศาสนา คุณก็หนีสิ่งที่คุณก่อไว้ไม่ได้...
เพียงแต่หนทางต่อไปของตัวคุณเองนั้น คุณเลือกที่จะสานกรรมนั้นต่อ หรือตัดวงจรกรรมนั้นไป อะไรที่เคยทำก็ยังจำเป็นต้องรับผล แต่ชีวิตต่อจากนั้นเล่า หลังจากผลของกรรมตามทันแล้วเล่า ท่านจะทำอย่างไร จะหนีกรรมต่อไปด้วยการเพิ่มกรรมเลวอื่นๆ หรือจะหยุดกรรมเลวด้วยการกลับใจและเริ่มต้นสร้างกรรมดี...ในศาสนาของผมมีประโยคหนึ่งที่ได้อ่านจากหนังสืออื่นๆแต่ยังคงเกี่ยวกับศาสนาของผมที่ผ่านตานอกจากพระคัมภีร์แล้วนั้นคือ
"พระองค์ไม่ประสงค์ที่จะให้ใครสักคนหนึ่งภายใต้ฟ้าสวรรค์นี้พินาศ
แต่ประสงค์ให้คนเหล่านั้น ได้กลับใจ"
ใช่...ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เป็นเรื่องควรแล้วไม่ใช่หรือที่จะกลับใจเมื่อยังมีเวลา กลับใจเมื่อยังมีโอกาส เริ่มจากเรื่องเล็กๆเรื่อยไปจนถึงเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ควรทำ มันไม่น่าจะยากนะ...เพราะผมว่าทุกครั้งที่เราเกิดปัญหาที่บางครั้งยากเกินความเข้าใจ เพียงแค่เราลองมองออกไปรอบๆตัวแทนที่จะจมอยู่กับตัวเอง เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของปัญหานั้นๆ คุณอาจพบคำตอบ จากข้อความบางอย่างที่เราเห็น หรือจากคำพูดของใครสักคนที่อาจบอกเราโดยที่เราไม่ได้รู้จักเขาเลย...เพราะไม่แน่สิ่งเหล่านั้นอาจถูกส่งมาจาก สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากที่กายเนื้อของเราจะเข้าใจก็เป็นได้ และนั่นอาจเป็นหนทางที่จะทำให้เราไม่ต้องทนทุกข์กับลมหายใจที่เหลือไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต หรือการเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด
ไม่ว่าจะมีชีวิตนิรันดร์ที่ไม่ใช่โลกนี้ หรือเข้าสู่นิพพาน หรือจะเรียกอะไรก็ตามแต่...ผมว่ามันก็คือการหลุดพ้นจากบ่วงกรรมทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราไปถูกทางในแบบที่ควรจะเป็นหรือไม่ ถูกทางตามแบบของศาสนาและความเชื่อของท่านหรือไม่ เพียงเท่านั้น
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาและสนใจที่จะอ่านสิ่งที่ผมบันทึก ขอให้ทุกคนค้นพบคำตอบ ที่อาจอยู่ใกล้ตัวเราเวลามีปัญหา มากกว่าที่เราคิด มากกว่าการเผชิญปัญหานั้นเพียงลำพัง ขอบคุณครับ
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ
บาป
ข้าพเจ้าขอบอกไว้ก่อนเลยในบรรทัดแรกนี้ว่า วันนี้ข้าพเจ้าบันทึกหน้านี้ยาวมาก หากไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะต้องอ่านแล้วเหมือนฟังเทศก็อ่านและขอให้ท่านได้ดียิ่งๆขึ้นไปในทุกๆด้านของชีวิตครับ
บาป 4 ชนิดที่ต้องเอาชนะ
1.บาปเพราะความเกลียดชัง
ความเกลียดชังนั้นเป็นบาปที่ร้ายแรง เพราะมันมักนำมาซึ่งความชั่วร้ายอื่นๆเสมอ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้สึกเป็นทุกข์ อย่างมากก็ต้องแตกหัก หรือตายกันไปข้าง แล้วคุณเคยเกลียดใครหรือสิ่งใดไหม เวลาคุณอยู่ใกล้ๆคนเหล่านั้นหรือสิ่งเหล่านั้นคุณรู้สึกอย่างไร หมั่นไส้ ขยะแขยง อยากเดินออกห่าง หรือถึงขั้นทำลาย ทำร้าย ประหัดประหารกันรึเปล่า
ความเกลียดชัง เป็นรูปแบบของความบาปที่เรามักเห็นในหนัง Hollywood ที่มีซาตานมาเกี่ยวข้องเสมอๆ เพราะความเกลียดชังทำให้ มารเป็นมารอยู่จนปัจจุบันกาล เมื่อเกลียดชังก็ตามมาด้วยความรู้สึกอิจฉาเมื่อคนที่เราเกลียดได้ดีกว่าตัวเรา พออิจฉาก็ตามมาด้วยริษยาคืออยากให้ตัวเราเป็นอย่างเขาด้วยวิธีการที่ไม่ถูก เพราะมัวแต่จะแก่งแย่งแข็งขันทั้งๆที่บางครั้งคนที่เราเกลียดเขานั้นอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำมามีคนริษยาอยู่ เมื่อถึงจุดนี้ก็จะนำพาเราไปยังบาปชนิดที่ 2 บาปที่เราทุกคนล้วนมีด้วยกันทั้งสิ้น
2.บาปเพราะความกลัว
ความกลัว มักทำให้เราขาดการยับยั้งชั่งใจ ความกลัวทำให้คนเราเกิดความหวาดระแวง เมื่อระแวงก็เกิดความกังวล เมื่อกังวลก็เครียดและกดดัน และเมื่อถึงจุดที่เก็บกักสิ่งเหล่านี้ไว้ไม่อยู่ทุกอย่างก็ไม่ต่างอะไรกับ เขื่อนที่พังทลาย ภูเขาไฟที่ระเบิด แผ่นดินไหวที่รุนแรง หรือแม้กระทั่งซึนามิที่ถาโถมเขาใส่ผู้อื่นอย่างขาดสติ
ความกลัว เป็นสิ่งที่เราเห็นได้ดาษดื่น อย่างน้อยก็ในตัวเรา การแสดงออกซึ่งความก้าวร้าวรุนแรง การใช้กำลังเขาทำร้ายกันและกัน หรือทำลายสิ่งของรอบข้าง หรือแม้กระทั่งการทำร้ายจิตใจกันจะด้วยการกระทำหรือคำพูดนั้น ล้วนมาจากความอ่อนแอภายในทั้งสิ้น และจริงๆแล้วคนพวกนี้น่าสงสารมากเพราะต้องพยายามสร้างกำแพงล้อมกรอบตัวเอง ขังเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเขามาถึงตัวถึงความอ่อนแอที่คนพวกนี้มี และความอ่อนแอนั้นก็เกิดจากความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจซึ่งเป็นบาปในชนิดที่ 3
3.บาปที่เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ
ความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นส่งผลกระทบกับตัวเองทางด้านจิตใจโดยตรง เพราะคนที่รู้สึกแบบนี้ตลอดเวลานั้นมักคิดและมองทุกอย่างในแง่ลบ มองว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง แล้วบางคนก็เข้าสู่วังวนของสิ่งเสพติด
เมื่อกดตัวเองจนสุดหนทางแล้วก็ไม่พ้นที่จะทำร้ายตัวเอง หรือหนักกว่านั้นก็ทำร้ายทั้งตัวเองและคนอื่นไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม มัวแต่คิดว่าตัวเองเป็นไอ้ขี้แพ้ตลอดเวลาไม่นานก็นำไปสู่บาปชนิดที่4 บาปที่ทุกคนต้องเคยทำไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
4.บาปเพราะการทำผิด
คนเราทุกคนนั้นทำผิดกันได้ แต่หลังจากที่ทำผิดแล้วจำเป็นต้องรู้สำนึกถึงสิ่งที่ตนได้ทำและไม่ทำให้ความผิดนั้นเกิดขึ้นอีก แต่คนเราในปัจจุบันนี้หลายๆคนไม่ได้มีความสำนึกถึงความผิดที่ตนได้ทำอยู่เลย เพราะบางครั้งก็คิดอยู่แต่ว่าไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ทำผิดซ้ำๆซากๆอยู่ร่ำไปจนกลายเป็นนิสัย และฝั่งลึกลงไปในสันดานดั่งรากวัชพืชที่แทรกผ่านไปได้ทุกสถานที่ แผ่ขยายชอนไชจนไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อเป็นดังนั้นวงจรแห่งบาปทั้ง4นี้ก็จะวิ่งวนเป็นวัฏจักร และทำลายคนที่ไม่เคยสำรวจความบาปทั้ง4นี้ในตัวเอง กัดกร่อนความดีงามของตัวเอง พาลไปถึงผู้อื่น สิ่งอื่น สิ่งมีชีวิตอื่น และโลกใบนี้
จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนทำบาปมากกว่าทำดี...ข้าพเจ้าก็ไม่อาจบอกได้หรอกแต่ข้าพเจ้าว่าเมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่สมควรเรียกเผ่าพันธุ์ของตัวเองว่าเป็นคนหรือมนุษย์อีกต่อไป และไม่มีสิทธิ์ไปเรียกสิ่งมีชีวิตอื่นๆว่าเดรัจฉานอีกด้วย เพราะคงไม่ต่างกัน
การให้อภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ให้อภัยผู้อื่น ให้อภัยตัวเอง ให้โอกาสผู้อื่นและตัวเองได้กลับใจ ได้สำนึกถึงความบาปเหล่านี้ของตนเอง เพื่อวันหนึ่งเราจะได้ไม่ต้องตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า เรากลายเป็นอะไรที่เราไม่ได้อยากเป็นและนั่งรอเพียงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
บาป 4 ชนิดที่ต้องเอาชนะ
1.บาปเพราะความเกลียดชัง
ความเกลียดชังนั้นเป็นบาปที่ร้ายแรง เพราะมันมักนำมาซึ่งความชั่วร้ายอื่นๆเสมอ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้สึกเป็นทุกข์ อย่างมากก็ต้องแตกหัก หรือตายกันไปข้าง แล้วคุณเคยเกลียดใครหรือสิ่งใดไหม เวลาคุณอยู่ใกล้ๆคนเหล่านั้นหรือสิ่งเหล่านั้นคุณรู้สึกอย่างไร หมั่นไส้ ขยะแขยง อยากเดินออกห่าง หรือถึงขั้นทำลาย ทำร้าย ประหัดประหารกันรึเปล่า
ความเกลียดชัง เป็นรูปแบบของความบาปที่เรามักเห็นในหนัง Hollywood ที่มีซาตานมาเกี่ยวข้องเสมอๆ เพราะความเกลียดชังทำให้ มารเป็นมารอยู่จนปัจจุบันกาล เมื่อเกลียดชังก็ตามมาด้วยความรู้สึกอิจฉาเมื่อคนที่เราเกลียดได้ดีกว่าตัวเรา พออิจฉาก็ตามมาด้วยริษยาคืออยากให้ตัวเราเป็นอย่างเขาด้วยวิธีการที่ไม่ถูก เพราะมัวแต่จะแก่งแย่งแข็งขันทั้งๆที่บางครั้งคนที่เราเกลียดเขานั้นอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำมามีคนริษยาอยู่ เมื่อถึงจุดนี้ก็จะนำพาเราไปยังบาปชนิดที่ 2 บาปที่เราทุกคนล้วนมีด้วยกันทั้งสิ้น
2.บาปเพราะความกลัว
ความกลัว มักทำให้เราขาดการยับยั้งชั่งใจ ความกลัวทำให้คนเราเกิดความหวาดระแวง เมื่อระแวงก็เกิดความกังวล เมื่อกังวลก็เครียดและกดดัน และเมื่อถึงจุดที่เก็บกักสิ่งเหล่านี้ไว้ไม่อยู่ทุกอย่างก็ไม่ต่างอะไรกับ เขื่อนที่พังทลาย ภูเขาไฟที่ระเบิด แผ่นดินไหวที่รุนแรง หรือแม้กระทั่งซึนามิที่ถาโถมเขาใส่ผู้อื่นอย่างขาดสติ
ความกลัว เป็นสิ่งที่เราเห็นได้ดาษดื่น อย่างน้อยก็ในตัวเรา การแสดงออกซึ่งความก้าวร้าวรุนแรง การใช้กำลังเขาทำร้ายกันและกัน หรือทำลายสิ่งของรอบข้าง หรือแม้กระทั่งการทำร้ายจิตใจกันจะด้วยการกระทำหรือคำพูดนั้น ล้วนมาจากความอ่อนแอภายในทั้งสิ้น และจริงๆแล้วคนพวกนี้น่าสงสารมากเพราะต้องพยายามสร้างกำแพงล้อมกรอบตัวเอง ขังเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเขามาถึงตัวถึงความอ่อนแอที่คนพวกนี้มี และความอ่อนแอนั้นก็เกิดจากความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจซึ่งเป็นบาปในชนิดที่ 3
3.บาปที่เกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ
ความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นส่งผลกระทบกับตัวเองทางด้านจิตใจโดยตรง เพราะคนที่รู้สึกแบบนี้ตลอดเวลานั้นมักคิดและมองทุกอย่างในแง่ลบ มองว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง แล้วบางคนก็เข้าสู่วังวนของสิ่งเสพติด
เมื่อกดตัวเองจนสุดหนทางแล้วก็ไม่พ้นที่จะทำร้ายตัวเอง หรือหนักกว่านั้นก็ทำร้ายทั้งตัวเองและคนอื่นไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม มัวแต่คิดว่าตัวเองเป็นไอ้ขี้แพ้ตลอดเวลาไม่นานก็นำไปสู่บาปชนิดที่4 บาปที่ทุกคนต้องเคยทำไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
4.บาปเพราะการทำผิด
คนเราทุกคนนั้นทำผิดกันได้ แต่หลังจากที่ทำผิดแล้วจำเป็นต้องรู้สำนึกถึงสิ่งที่ตนได้ทำและไม่ทำให้ความผิดนั้นเกิดขึ้นอีก แต่คนเราในปัจจุบันนี้หลายๆคนไม่ได้มีความสำนึกถึงความผิดที่ตนได้ทำอยู่เลย เพราะบางครั้งก็คิดอยู่แต่ว่าไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น ทำผิดซ้ำๆซากๆอยู่ร่ำไปจนกลายเป็นนิสัย และฝั่งลึกลงไปในสันดานดั่งรากวัชพืชที่แทรกผ่านไปได้ทุกสถานที่ แผ่ขยายชอนไชจนไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อเป็นดังนั้นวงจรแห่งบาปทั้ง4นี้ก็จะวิ่งวนเป็นวัฏจักร และทำลายคนที่ไม่เคยสำรวจความบาปทั้ง4นี้ในตัวเอง กัดกร่อนความดีงามของตัวเอง พาลไปถึงผู้อื่น สิ่งอื่น สิ่งมีชีวิตอื่น และโลกใบนี้
จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนทำบาปมากกว่าทำดี...ข้าพเจ้าก็ไม่อาจบอกได้หรอกแต่ข้าพเจ้าว่าเมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่สมควรเรียกเผ่าพันธุ์ของตัวเองว่าเป็นคนหรือมนุษย์อีกต่อไป และไม่มีสิทธิ์ไปเรียกสิ่งมีชีวิตอื่นๆว่าเดรัจฉานอีกด้วย เพราะคงไม่ต่างกัน
การให้อภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ให้อภัยผู้อื่น ให้อภัยตัวเอง ให้โอกาสผู้อื่นและตัวเองได้กลับใจ ได้สำนึกถึงความบาปเหล่านี้ของตนเอง เพื่อวันหนึ่งเราจะได้ไม่ต้องตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า เรากลายเป็นอะไรที่เราไม่ได้อยากเป็นและนั่งรอเพียงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
"ความบาปที่น่ากลัวที่สุดไม่ได้กระโจนเข้าใส่เราแบบฉับพลัน
แต่มันจะค่อยๆคืบคลานเข้ามายามเราเผลอตัวและใจ"
จบ
ปล. ข้าพเจ้าไม่ได้เคร่งศาสนาหรือเป็นเจ้าลัทธิอะไรนะ แค่อยากเขียนถึง ว่า บาป 4 ชนิด ก็รวมเอาบาปย่อยอื่นๆเข้าไปด้วยตั้งเท่าไหร่แล้ว จะสนหรือไม่ ท่านเลือกได้ ท่านเลือกเอง และบางทีท่านอาจเลือกแล้ว ขอบคุณครับที่อ่านจนถึงตรงนี้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










