๑๐.หุ่นเชิดกับชุดเกราะหนังมนุษย์

เราทุกผู้ล้วนเกิดมาถูกฟูมฟักเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนในรูปแบบต่างๆกัน...ด้วยวิธีการต่างๆกัน...และสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน...

จนเมื่อเติบโต การเรียนรู้ทุกอย่างรอบๆตัวและประสบการณ์ที่สั่งสมมา...ก็จะหล่อหลอมความเป็นตัวตนจริงๆของเราขึ้นแต่แล้ว...เมื่อเวลาพ้นผ่านไป หลายสิ่งหลายอย่างทำให้ตัวเราต้องเก็บงำเอาตัวตนที่แท้จริงฝังไว้ข้างในแล้วหยิบจับหน้ากาก กับชุดเกราะหนังมนุษย์ที่ไม่ใช่ตัวเราขึ้นมาสวมใส่ ป้องกันตัวจากสิ่งรอบกายทาบทับร่างที่แท้จริงไว้พร้อมกับการสื่อสารกันด้วยภาษาที่ไร้ซึ่งความจริงโดยสิ้นเชิงด้วยบทบาทต่างๆนาๆที่เสริมที่เพิ่มเอาเองในรูปแบบที่ว่า...คนนึงก็พูดไม่จริง ในขณะที่ อีกคนก็ฟังไม่จริงโกหก ปลิ้นปลอน พลิกลิ้นไปมา ไม่สิ้นสุด

มิหนำซ้ำ คนเชิด ยังไม่ยินดียินร้ายในการกระทำจอมปลอมพวกนี้ กลับนั่งมอง และหัวร่องอหายกับความโสมมที่หุ่นเชิดของเขา แสดงออกมาในคราบมนุษย์ใช้ความดัดจริต ด้วยมารยาสาไถย สารพัดสารเพเล่ห์เหลี่ยม กลโกง อันน่าขยะแขยง ที่เกินจะบรรยาย ลืมว่าตัวเองเป็นใคร หลงทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนคนเฝ้าดูหน้าเวที ก็ยังเอือมระอากับสิ่งที่ตัวเราสร้าง...ที่ตัวเราก่อขึ้น

จนวันนึง เมื่อคิดจะกลับสู่ความเป็นตัวเองก็สายไปซะแล้ว...เพราะได้ทำตัวตนที่แท้จริงของตัวตกหล่นหายไประหว่างทางที่ก้าวเดินมาซะแล้วกว่าจะย้อนกลับไปเก็บ ตัวตนที่แท้จริงของเราได้ก็จวนเจียนใกล้ วาระสุดท้าย แห่งการมีชีวิต

เวลา...ของคนเรานั้น ถ้าปล่อยให้มันผ่านไปแล้วก็จะสูญเสียเวลานั้นไปเลย เรียกกลับมาไม่ได้อีกแล้วทำไม ไม่ใช้บทบาทแห่งตัวตนที่แท้จริงของตัวเองซะตั้งแต่แรก...กับบทที่มีอยู่แสดงออกสู่สายตาผู้ชมด้านหน้าเวทีแห่งโรงละครโลกโรงนี้ซะเลยล่ะ...จะนอกบทไปซะจนเสียรูปกระบวนจนบทที่คนบนฟ้าเขียนไว้ยุ่งเหยิงกระเจิงกระจาย ทำไมนี่ไม่ใช่การบอก ให้ดำเนินชีวิตไปตาม ยถากรรมแต่ทำหน้าที่ของบทบาทที่มีอยู่แล้วให้มันดีที่สุดไม่ดีกว่าเหรอ

ในเมื่อบทบาทสุดท้ายของทุกคนก็จบเหมือนๆกัน คือ
สิ้นอายุการใช้งาน...ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน ปลิวลอยไปกับสายน้ำและสายลม

ไม่มีความคิดเห็น: